จางเหว่ยหยิบเวชระเบียนจากเคาน์เตอร์พยาบาล พอดีกับที่หลิงซีถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด
“เสี่ยวเผิง ส่งนางไปที่ห้องพักข้างห้องทำงานข้าก่อนเถิด ค่ำนี้ข้าเข้าเวรพอดี จะได้คอยสังเกตอาการนาง”
“เจ้าค่ะ หมอจาง”
หลิงซีอยู่ในอาการเลือนราง ได้ยินเหมือนมีคนพูดคุยกัน
แต่ดวงตากลับลืมไม่ขึ้น แขนขาชาหนึบ
หน้าอกปวดร้าวรุนแรง นางรู้ว่าอาการโรคหัวใจกำเริบอีกแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นก็ยิ่งกำเริบบ่อยขึ้น
ดูท่าเวลาของนางคงเหลือไม่มากแล้ว
หยาดน้ำตาที่คลึงอยู่ในดวงตาพลิ้วไหวตามขนตา ก่อนจะไหลรินจากหางตา
นางรู้สึกถึงแขนที่แข็งแรงคู่หนึ่งอุ้มนางขึ้นมา แล้ววางลง
พร้อมทั้งห่มผ้าให้
ที่ข้างหูมีเสียงเหมือนคุ้นเคยแว่วมาเบาๆ
“เขา… มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
หลิงซีคิดในใจ เกรงว่าตนเองคงสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้ยินเสียงคนผู้นั้น
“หมอ สภาพครอบครัวพวกเราท่านอาจไม่เข้าใจ พวกเราไม่มีเงินให้นางผ่าตัดจริงๆ”
เสียงนี้?
ก้นบึ้งหัวใจของหลิงซีสั่นสะท้าน ที่แท้ก็ไม่ใช่ตนได้ยินผิดไป ที่แท้ก็คือพวกเขาจริงๆ…
“ถ้าหาหัวใจที่เหมาะสมได้ ผ่าตัดทันท่วงที นางก็สามารถ…”
ยังไม่ทันที่จางเหว่ยจะกล่าวจบ หยวนชุนลี่ก็เอ่ยปากห้าม
“หมอ พวกเราไม่เปลี่ยนหัวใจ ค่าผ่าตัดมากมายขนาดนั้นพวกเราหามาไม่พอหรอก แค่นี้แหละ! ท่านให้นางพักที่นี่สักสองสามวัน พอนางฟื้นก็ให้นางออกจากโรงพยาบาลเถิด”
หลิงซื่อไห่พอได้ยินหมอจะให้หลิงซีเปลี่ยนหัวใจ ก็ร้อนรนขึ้นมา
“ใช่ พวกเราไม่เปลี่ยน! ถ้าช่วยไม่รอดก็ไม่ต้องช่วย นางอยู่มาจนถึงป่านนี้ก็นับว่าชีวิตแข็งแล้ว”
“พวกท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร…”
จางเหว่ยมองคู่สามีภรรยาตรงหน้าด้วยสีหน้าสุดจะเชื่อ “นั่นลูกสาวของพวกท่านนะ!”
“นางร่างกายเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เล็ก หลายปีมาก็อยู่มาได้อย่างนี้ พวกเราไม่เคยใช้นางสักตำลึง และก็จะไม่จ่ายสักตำลึงให้นาง ในกระเป๋าตังค์ของนางยังมีเงินอยู่บ้าง อีกเดี๋ยวให้ไอ้หนูนั่นไปจ่ายค่ารักษาต่อให้” หยวนชุนลี่เอ่ยด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
หลิงจื้อแทรกขึ้น “ถ้าตายแล้ว ก็แจ้งพวกเราด้วย พวกเราจะมาจัดการรับมรณบัตร”
จางเหว่ย: …
หลิงซี: …
หึหึ ครอบครัวนี้มันอะไรกัน?
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็จะกลับก่อน ถ้านางฟื้นแล้วค่าใช้จ่ายที่ตามมาท่านก็ไปทวงเอากับนาง”
หยวนชุนลี่วางกระเป๋าผ้าและโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะทำงานของจางเหว่ย
“ของของนางอยู่ที่นี่หมดแล้ว รอนางฟื้นก็ส่งให้นางเถิด”
“พวกท่าน?”
จางเหว่ยตกตะลึงกับการกระทำของพวกเขา จนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดีชั่วขณะ
“ใช่แล้ว บัตรของนางข้าจะเก็บไว้ให้ก่อน เงินสดให้ไอ้หนูนั่นเอาไปจ่ายค่ารักษาให้ทีหลัง ยังต้องรบกวนหมอช่วยบอกนางแทนพวกเราหน่อย”
หลิงซื่อไห่มองกระเป๋าผ้าแวบหนึ่ง กลัวว่าถ้าสาวใช้ตายนั่นฟื้นขึ้นมาเห็นเงินกับบัตรหายไปจะก่อเรื่อง จึงเอ่ยเตือนแต่เนิ่นๆ
“พวกท่านไม่ได้รับอนุญาตจากคนไข้แล้วหยิบของของนางไปเอง นี่เข้าข่ายลักทรัพย์แล้ว”
จางเหว่ยรู้สึกราวกับว่าการกระทำอันไร้ซึ่งขอบเขตของครอบครัวนี้ทำให้โลกทัศน์เขาปั่นป่วน
“ลักทรัพย์อะไรกัน เงินก็เอาไปจ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาลให้ บัตรพวกเราก็แค่เก็บไว้ให้ ไม่ได้จะเอาไปใช้ ไหนจะอีก พวกเราเป็นพ่อแม่นาง คนครอบครัวเดียวกัน จะลักทรัพย์ได้อย่างไร”
“ไปเถิด ท่านแม่!” หลิงจื้อดึงสตรีที่ยังอยากจะเถียงกับจางเหว่ยต่อ
“พวกท่านนี่มัน…”
จางเหว่ยยังจะพูดอะไรอีก หลิวเซียวหัวหน้าพยาบาลข้างๆ ได้ยินเสียงโต้เถียงของพวกเขา ก็เดินเข้ามา
“หมอจาง อย่าพูดเลย!”
“พวกเขามันจริงๆ เลย…”
จางเหว่ยถึงกับไม่รู้จะบรรยายครอบครัวสามคนนี้อย่างไรดี
“คนไข้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลิวเซียวมองสามคนนั้นเดินไปไกลแล้ว จึงถามหมอจางถึงอาการของคนไข้
“ข้ากำลังจะไปหาเจ้าพอดีเลย เย็นนี้ข้าเข้าเวร เจ้าให้คนคอยสังเกตอาการของคนไข้ด้วย ถ้านางฟื้นก็รีบแจ้งข้าทันที”
หลิวเซียวพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะไปดูสักหน่อย แล้วเดี๋ยวจะกำชับยามเวรกลางคืน”
“ดี ลำบากเจ้าแล้ว!”
“หน้าที่ของข้า หมอจางท่านก็พักบ้างเถิด ลงมือผ่าตัดติดต่อกันหลายครั้งแล้ว ค่ำยังต้องเข้าเวรอีก”
“อืม”
จางเหว่ยนั่งลงบนเก้าอี้ ใช้มือข้างเดียวคลึงขมับ เมื่อครู่ถูกสามคนนั้นทำให้โมโห แทบจะเอาชีวิตเขาไม่รอด
ส่วนหลิงซีบนเตียงคนไข้นั้น ชินชากับความเย็นชาของคนทั้งสามเสียแล้ว
ตั้งแต่ตอนนางตรวจพบโรคหัวใจตอนเก้าขวบ พ่อแม่ก็ไม่มีความหวังใดๆ กับนางอีก
หลังจากจบชั้นมัธยมต้น นางอาศัยอยู่กับท่านย่าที่บ้านนอก เรียนชั้นมัธยมปลายอย่างขะมักเขม้นเพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิตตนเอง
หลังจากนั้นเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนแห่งหนึ่ง จนเมื่อปีก่อนจึงได้บรรจุเป็นหมอประจำ
เมื่อคืนนี้นางอดหลับอดนอนเข้าเวรทั้งคืน นึกไม่ถึงว่ายังไม่ทันถึงบ้านก็ล้มป่วยวูบหมดสติกลางทาง
แม้นางจะไม่รู้ว่าเหตุใดพ่อแม่และน้องชายจึงมาปรากฏตัวที่โรงพยาบาล แต่นางก็พอจะนึกภาพออก ว่าตนเองคงเข้าขั้นต้องแจ้งใบยินยอมรักษาในขั้นวิกฤตแล้ว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหู ขัดจังหวะความคิดของหลิงซี
ทันใดนั้นก็มีไออุ่นแตะที่หน้าผาก
“ไม่มีไข้ อีกสักพักค่อยป้อนน้ำนาง ถ้าคนไข้รู้สึกตัวแล้วก็รีบแจ้งหมอจางและข้าทันที”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ หัวหน้าพยาบาล” เสียงสตรีอ่อนโยนข้างๆ ตอบรับ
“นี่คือโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าตังค์ของคนไข้ เก็บใส่ตู้ข้างๆ ให้ก่อน แล้วรอนางฟื้นค่อยบอกนาง”
“อืม!”
“หัวหน้าพยาบาล ญาติคนไข้ก็มาแล้วนี่ เหตุใดไม่เหลือใครดูแลนางไว้เลย” พยาบาลสาวซุบซิบถามหัวหน้าพยาบาลข้างๆ
หลิวเซียวถอนหายใจ “นั่นมันญาติอะไรกันเล่า! ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าก็คงไม่เลือดเย็นถึงเพียงนี้”
“พวกเขาไม่เหลียวแลนางแล้วหรือ?”
หลิวเซียวไม่ได้รับคำ แต่เพียงกำชับข้อควรระวังที่จะต้องสังเกตอย่างละเอียด
“หัวหน้าพยาบาลวางใจได้ ข้าจะดูแลนางอย่างดี”
หลิวเซียวพยักหน้า วางกระเป๋าผ้าลง แล้วหมุนตัวออกจากห้องพัก
พยาบาลสาวเปลี่ยนขวดน้ำเกลือให้หลิงซี ห่มผ้าให้อีกครั้ง โยกเตียงขึ้น แล้วใช้หลอดดูดป้อนน้ำนางสองสามคำ แล้วจึงปิดประตูจากไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด หลิงซีจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
มองออกไปนอกหน้าต่าง ยามนี้คงจะดึกมากแล้ว ภายนอกมืดสนิท เห็นเพียงดาวไม่กี่ดวงที่มิใช่ดวงสุกใส
นางใช้มือที่ไม่ได้แทงเข็มยันกาย พยุงตัวลุกขึ้นครึ่งหนึ่ง
ดึงหมอนใต้ร่างออกมารองด้านหลัง แล้วเปิดตู้ข้างมือ หยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าผ้า
โชคดี ยังมีแบตเตอรี่อยู่ 30% สำหรับนางก็เพียงพอแล้ว
นางกดรหัสผ่านหนึ่งชุดอย่างชำนาญ ปลดล็อกหน้าจอ
เปิดแชต ส่งข้อความถึงชื่อหนึ่ง
“อาหยวน ข้าคงอยู่ไม่ถึงรุ่งอรุณพรุ่งนี้แล้ว ช่วยบอกหัวหน้าให้จัดการลาออกให้ข้าด้วย ส่วนที่เหลือเจ้าก็จัดการไปตามที่เห็นควรเถิด อีกอย่าง ห้องเช่าของข้าช่วยจัดการคืนให้ด้วย ข้าวของในห้องที่พอขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้ก็โยนทิ้ง! เงินเดือนและค่าเช่าที่เหลือถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าต้องวิ่งวุ่นช่วยข้า ขอบคุณที่คอยดูแลข้ามาตลอดหลายปี”
เมื่อกดส่งแล้ว หลิงซีก็เปิดค้นหาขั้นตอนการบริจาคของสภากาชาดเซียงเฉิง
คัดลอกข้อมูลเลขบัญชี เปิดโมบายแบงก์กิ้ง แล้วโอนเงินทั้งหมดในบัญชีบริจาคให้สภากาชาดจนหมด
“วางใจเถิด ต่อให้ข้าตาย เงินพวกนี้ข้าก็ไม่ยกให้พวกเจ้า”
หลิงซีมองยอดคงเหลือในมือถือ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างปลอดโปร่ง