โรงพยาบาลกลางเมืองเซียงเฉิง ภายในห้องผู้ป่วยอาการวิกฤต
จางเหว่ย แพทย์เจ้าของไข้ และหัวหน้าพยาบาลที่อยู่ข้าง ๆ ขณะนี้กำลังสีหน้าร้อนใจมองผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียง
“หมอจาง พวกเรารอแจ้งความดีหรือไม่? เผื่อคุณตำรวจจะช่วยตามหาครอบครัวของนางพบ”
จางเหว่ยเงยหน้ามองหญิงสาวบนเตียงอีกครั้ง เด็กสาวอายุราวยี่สิบปี
คือผู้ป่วยที่เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน มีผู้มีจิตเมตตาช่วยโทรเรียก 120 นำส่งมา
โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน เมื่อดูผลตรวจ เด็กสาวผู้นี้ป่วยมานานร่วมสิบปีแล้ว
ที่ยื้อมาจนถึงตอนนี้ได้ นับว่าไม่ง่ายเลย
“เช่นนั้นก็ฟังหัวหน้าพยาบาลหลิว แจ้งความเถอะ!”
จางเหว่ยเหลือบมองข้าวของเครื่องใช้ของเด็กสาวบนโต๊ะข้าง ๆ อีกครั้ง
มีเพียงกระเป๋าผ้าใบธรรมดาใบหนึ่ง ภายในมีกระดาษทิชชู่ห่อหนึ่ง กระเป๋าสตางค์ใบหนึ่ง แล้วก็โทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่ง
หัวหน้าพยาบาลหลิวเซียวล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าเสื้อ กดต่อสาย
“สวัสดีเจ้าคุณตำรวจ ดิฉันเป็นพยาบาลของโรงพยาบาลกลางเมืองเซียงเฉิง เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน ทางโรงพยาบาลได้รับตัวผู้ป่วยรายหนึ่ง เนื่องจากตอนนี้ผู้ป่วยหมดสติ และอาการวิกฤตยิ่ง จำเป็นต้องผ่าตัดโดยด่วน พวกเราไม่อาจติดต่อญาติผู้ป่วยได้ จึงใคร่รบกวนให้ท่านช่วยตรวจสอบข้อมูลญาติผู้ป่วยให้พวกเราหน่อย......”
หลิวเซียวเป็นหัวหน้าพยาบาลมากว่าสามสิบปี จัดการเรื่องฉุกเฉินเช่นนี้ได้เป็นระบบระเบียบ
นับตั้งแต่การวางสายจนตำรวจมาถึง ใช้เวลาเพียงสิบนาที
“สวัสดี ไม่ทราบว่ามีใครเป็นคนแจ้งความ?”
นายตำรวจสองนายสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำจุดรักษาพยาบาล
“เจ้าคุณตำรวจ สวัสดี! พวกข้าพเจ้าแจ้งความเอง”
หลิวเซียวกับจางเหว่ยก้าวออกจากห้องผู้ป่วยวิกฤต ระหว่างชี้แจงพลางนำทางทั้งสองไปยังหน้าห้องผู้ป่วยวิกฤต
พยาบาลสาวสองคนข้าง ๆ ช่วยนายตำรวจทั้งสองฆ่าเชื้อโรค สวมชุดป้องกัน แล้วจึงเข้าไปในห้องพร้อมจางเหว่ยและหลิวเซียว
“นี่คือกระเป๋าที่นางถือติดตัวมาด้วย ภายในมีกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มือถือ ข้าพเจ้าเปิดดูแล้ว ในกระเป๋าสตางค์มีแต่เงินสดจำนวนหนี่งกับบัตรประชาชนหนึ่งใบ บัตรธนาคารไม่กี่ใบ ไม่มีข้อมูลอื่นใดที่ใช้ประโยชน์ได้อีก ส่วนโทรศัพท์มือถือก็มีรหัสผ่าน พวกเราเปิดไม่ออก ทั้งไม่ได้ตั้งค่าสแกนลายนิ้วมือและจดจำใบหน้า”
จางเหว่ยเล่ากับนายตำรวจทั้งสองอย่างเรียบง่าย
“ได้ บัตรประชาชนข้าพเจ้าจะนำไปตรวจสอบข้อมูลก่อน หากครู่เดียวตามหาครอบครัวของนางพบแล้ว จะแจ้งให้พวกเขามา ที่นี่ก็รบกวนหมอจางช่วยรักษาไปก่อนเถิด เรื่องอื่นค่อยหารือกันเมื่อครอบครัวหล่อนมาถึง”
“ขอบคุณเจ้าคุณตำรวจมาก เช่นนั้นข้าพเจ้าขอตัวไปจัดการเรื่องผ่าตัด”
จางเหว่ยคำนับขอบคุณนายตำรวจทั้งสอง แล้วนำข้าวของเครื่องใช้ของเด็กสาวทั้งหมดส่งมอบแก่คุณตำรวจ
ตำรวจรับของ หาที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง แล้วจึงเริ่มติดต่อโรงพักเพื่อขอเรียกข้อมูลของผู้นั้นนามว่า “หลิงซี”
สิบนาทีถัดมา เสียงโทรศัพท์ของหลี่ฟางดังขึ้น
“สวัสดี!”
“สวัสดีท่านสารวัตรหลี่ ท่านให้สืบหานางสาวหลิงซี ชาวหมู่บ้านหงเจียวัน เมืองเซียงเฉิง เมื่อครู่ติดต่อมารดาของนางแล้ว ได้แจ้งที่อยู่ให้แล้ว คาดว่าสักราวหนึ่งทุ่มจะเดินทางถึงโรงพยาบาล”
“ดี ลำบากเจ้าแล้ว! ขอบใจ”
“ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่พวกเราพึงทำ เช่นนั้นไม่รบกวนท่านแล้ว ลาก่อน!”
“ลาก่อน!”
หลี่ฟางกับเพื่อนร่วมงานรออยู่ที่โรงพยาบาลจวบจนราวหนึ่งทุ่มครึ่ง จึงได้เห็นครอบครัวสามคนที่มาช้าเหลือเกิน
บุรุษอายุสี่สิบกว่าปี ผู้ร่วมเดินทางมายังมีสตรีอายุสี่สิบกว่าปีหนึ่งนางกับหนุ่มน้อยอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีอีกหนึ่งคน
“ท่านคือบิดาของหลิงซีหรือ?” หลี่ฟางมองผู้มาเยือน
“ใช่ ขอรับ! เจ้าคุณตำรวจ ไม่ทราบว่าหลิงซีเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงได้รบกวนพวกเจ้าคุณตำรวจให้แจ้งพวกเรามาล่ะ?”
หลี่ฟางชายตามองเขา “บุตรีของท่านหมดสติกะทันหันกลางถนน มีผู้มีจิตเมตตาคนหนึ่งโทรศัพท์นำส่งโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลติดต่อพวกท่านไม่สำเร็จจึงแจ้งความขอให้เราช่วยเหลือ”
“อย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นหลิงซีเป็นอย่างไรบ้าง?”
หญิงคนนั้นชะเง้อคอมองไปยังห้องพักฟื้นแถวหลัง
“หมอกำลังช่วยชีวิต ยังต้องใช้เวลาอีกสักครู่กว่าจะออกมาได้ ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้ว ภารกิจของเราก็นับว่าสำเร็จลง นี่คือของของบุตรีเจ้า พวกเจ้าเก็บมันไว้เถอะ!”
หลี่ฟางมอบกระเป๋าผ้าใบในมือให้หญิงตรงหน้า
“ขอบคุณเจ้าคุณตำรวจ!”
หยวนชุนลี่รับกระเป๋าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดดูสิ่งของภายในก่อนเป็นอันดับแรก
ชายข้าง ๆ ก็ชะเง้อมอง พอดูเสร็จก็เบ้ปาก
“รบกวนเจ้าหน้าที่ทั้งสองแล้ว ขอบคุณขอรับ!” หลิงซื่อไห่ยิ้มประจบพานายตำรวจทั้งสองไปส่ง
ถึงได้หาเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งนั่งลง
“อีเด็กเวรนี่ ไม่เคยโทรหาเราเลยสักครั้ง หากมีเรื่องก็คิดถึงพวกเราขึ้นมา”
“พ่อ ท่านว่ามันจะท่าจะไม่รอดแล้วหรือไม่?”
หลิงจื้อเหลือบมองห้องฉุกเฉินที่มีไฟสว่าง ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความไม่แยแสโดยสิ้นเชิง
บางครั้งเขาเองก็อยากให้นางตายเสียเร็วยิ่งดี เช่นนี้เขาก็จะกลายเป็นหน่อเนื้อแต่เพียงผู้เดียวของบ้าน ไม่ต้องกังวลว่าในวันหน้าอีเด็กเวรนั่นจะมาแย่งสมบัติแย่งชิงของเขา
หยวนชุนลี่ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างสามี สีหน้าก็แฝงความรำคาญใจเล็กน้อย
“เด็กนี่ ตั้งแต่เล็กจนโตก็เป็นเช่นนี้หน้าตาซีดเซียวเป็นโรคร้าย ไม่รู้ว่าจะผ่านคราวนี้ไปได้หรือไม่ เฮ้อ! ข้าพเจ้าขอพูดไว้ก่อนเลย การผ่าตัดนั้นห้ามทำเด็ดขาด บ้านเรามิอาจมีเงินเหลือใช้เช่นนั้นรักษานาง เงินนั่นต้องเก็บไว้ซื้อบ้านและแต่งเมียให้ลูกชาย”
หลิงซื่อไห่พอนึกถึงเงินที่เสียไปรักษาหลิงซีตอนเด็ก ๆ ก็รู้สึกเจ็บใจจนด่าออกมา
“ข้าเลี้ยงนางมาเสียเปล่าหลายปียังงี้ ไม่เคยเห็นมันตอบแทนข้าสักตำลึงเดียว ข้าจะไม่ยอมควักเงินอีกครึ่งตำลึงเพื่อมันเด็ดขาด”
“แม่ ในกระเป๋าสตางค์มันมีเงินเท่าไหร่ ท่านดูหน่อย!”
หลิงจื้อเมื่อครู่ก็เพียงชายตามองกระเป๋าผ้าใบผ่าน ๆ แค่เห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งกับกระเป๋าสตางค์แบน ๆ ใบหนึ่ง เห็นทีก็ไม่มีเงินอันใด
เมื่อฟังคำบุตรชายจบ หยวนชุนลี่ก็หยิบกระเป๋าสตางค์สีครีมออกจากกระเป๋าผ้าใบ
รูดซิปเปิดออก ภายในมีเพียงแบงก์ร้อยสองสามใบกับบัตรธนาคารสองใบ
“ไม่รู้ว่าในบัตรนี่มีเงินหรือไม่ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ารหัสมันคืออะไร”
หยวนชุนลี่ดึงบัตรธนาคารออกจากกระเป๋าสตางค์ ถือดูในมือ
หลิงจื้อฉวยคว้าไปในทันที “แม่ เก็บไว้ที่ข้าก่อนเถอะ ถึงจะไม่มีรหัส วันหลังมันตายขึ้นมา เอาใบมรณบัตรไปที่ธนาคารก็ถอนเงินออกมาได้”
“ยังมีวิธีอย่างนี้ด้วยหรือ?” หลิงซื่อไห่ค่อนข้างตื่นเต้นกล่าว
หลิงจื้อพยักหน้า “อืม เพื่อนข้า พ่อเขาก็ถอนเงินของคุณย่าออกมาด้วยวิธีนี้แหละ”
“ดี ดี! ไว้ที่เจ้าก็แล้วกัน” หยวนชุนลี่มองบุตรชายของตนด้วยความภาคภูมิใจ
ทางนี้ครอบครัวสามคนกำลังหารือกันว่าจะนำเงินในบัตรธนาคารออกมาได้อย่างไร
ภายในห้องผ่าตัด
จางเหว่ยมองความเปลี่ยนแปลงของการเต้นหัวใจบนจอภาพ
“ญาติผู้ป่วยมาหรือยัง?”
พยาบาลเล็กข้าง ๆ จึงรีบตอบเสียงเบา “มาได้ครู่นึงแล้วเจ้าคะ รออยู่ข้างนอกกันหมด”
“ดี”
“เสี่ยวเผิงเจ้ามาช่วยเก็บงานให้ข้าหน่อย ข้าพเจ้าจะออกไปหา ญาติผู้ป่วยหารือเรื่องหนึ่ง”
จางเหว่ยถอดถุงมือยางออก หลบไปด้านหนึ่ง
“เจ้าค่ะ หมอจาง”
สามคนที่กำลังคุยกันพอดี เห็นไฟห้องผ่าตัดดับ ประตูเปิดออกตามเสียง
ก็รีบลุกขึ้นมองเข้าไป
จางเหว่ยมองดูสามคนตรงหน้า “พวกท่านคือครอบครัวของหลิงซี?”
“ใช่เจ้าค่ะท่านหมอ บุตรีของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” หลิงซื่อไห่เป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปถาม
จางเหว่ยถอดชุดป้องกันออก แล้วจึงรับเสื้อกาวน์สีขาวจากข้าง ๆ พยาบาลมาสวม
“พวกท่านไปสนทนากับข้าพเจ้ายังห้องทำงานข้าง ๆ เถอะ”
“เอ้อ ได้!”
หลิงซื่อไห่ก้าวเท้าตามจางเหว่ยอย่างเร็วไว ไปยังห้องทำงานของหมอด้านข้าง
“พวกท่านนั่งก่อน ข้าพเจ้าไปนำ เวชระเบียนของคุณหลิงซีก่อน”
หลิงซื่อไห่มาได้ ไม่ได้เกรงใจ ดึงเก้าอี้ข้าง ๆ มานั่งลง
ด้านข้างหยวนชุนลี่กับบุตรชายก็หเก้าอี้มาคนละตัวนั่งรออยู่อีกด้านหนึ่ง