“เจ้าจะเหมือนพวกนางได้หรือ? คนหนึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้ว อีกคนเป็นแม่ม่าย ส่วนเจ้าสองคนยังไม่ทันปักปิ่น จะออกไปข้างนอกมันเป็นรูปเป็นร่างอันใด?”
หญิงชราเยี่ยมองบุตรสาวคนเล็กตรงหน้าด้วยความโกรธผสมผิดหวัง เหตุใดเด็กนี่ถึงได้ดื้อรั้นเช่นนี้ เอาแต่คิดจะออกไปนอกบ้าน
พอออกไปทีก็หายหน้าไปครึ่งค่อนวัน
“ช่วงนี้พวกเจ้าสองคนอย่าออกไปไหนเลย นั่งตากแดดอยู่ในลานบ้านปักผ้าเถิด อ้อ แล้วชุดวิวาห์ของเสี่ยวเจวียนก็ต้องรีบปักออกมาให้เสร็จ หลังผ่านปีใหม่ไปก็ควรเตรียมงานวิวาห์ของเจ้าได้แล้ว”
โฉเสี่ยวเจวียนได้ยินคุณอากล่าวเช่นนั้น ใบหน้าก็อดแดงระเรื่อขึ้นมาไม่ได้
“เจ้าค่ะ เสี่ยวเจวียนเชื่อฟังคุณอา!”
“.......”
เยี่ยซวงมองโฉเสี่ยวเจวียนและมารดาข้าง ๆ อย่างจนใจ
“พี่เสี่ยวเจวียนปักชุดวิวาห์ แล้วข้าจะทำอะไรเล่า?”
หญิงชราเยี่ยมองนางแวบหนึ่ง “เจ้า? เจ้าก็ปักเสื้อกันหนาวให้แม่สักตัวเถิด เสื้อกันหนาวที่แม่สวมอยู่นี้ใส่มานานหลายปีแล้ว ขาดจนไม่สามารถปะชุนได้อีก”
นางยื่นมือออกมาจับเสื้อกันหนาวบนตัวให้เรียบตึง พลางเอ่ยด้วยความกลัดกลุ้ม
“ก็ได้! ท่านแม่ยังมีใยฝ้ายเหลืออยู่อีกหรือไม่? ข้าเตรียมจะปั่นเส้นฝ้ายให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย เอามาทอเป็นผ้าฝ้ายให้ท่านตัดเสื้อกันหนาวตัวใหม่”
เยี่ยซวงมองดูเครื่องแต่งกายบนร่างของมารดาก็รู้สึกปวดใจเช่นกัน ตรากตรำทำงานมาชั่วชีวิต แม้แต่ปีใหม่ก็ไม่มีชุดใหม่ ๆ สวมใส่เลยสักตัว
พี่สะใภ้รองกับพี่สะใภ้สามยังมีเสื้อกันหนาวตัวที่ตัดใหม่ตอนปีที่พวกนางแต่งงานสวมใส่อยู่
ส่วนนางมีเสื้อกันหนาวที่เพิ่งตัดใหม่เมื่อไม่นานนี้ของพี่เสี่ยวเจวียนและพวกนาง แต่กลับลืมตัดให้มารดาไปตัวหนึ่ง
