หน้าประตูเขตทหาร แสงแดดแผดจ้าจนแสบตา แสงสะท้อนจากกล้องที่วูบวาบแทบจะรวมกันเป็นม่านสีขาว
สื่อหลายสิบสำนักพร้อมใจกันยื่นไมโครโฟนและยกกล้องตัวใหญ่ขึ้น เสียงตะโกนดังเป็นระลอกคลื่น
“หลินจ้าน! เหรียญกล้าหาญของคุณเป็นของปลอมหรือเปล่า?!”
“คุณมีสิทธิ์อะไรถึงได้เป็นหัวหน้าทีม? ใช้อำนาจแก้แค้นส่วนตัวหรือเปล่า?!”
“ทหารก็ต้องชี้แจงที่มาให้ชัดเจน! จะหลอกประชาชนไม่ได้!”
เหล่านักข่าวที่เพิ่งสงบลงไปได้ไม่นาน
หลังได้รับคำสั่งจากซือเต๋อหลิน
ก็รีบเกาะติดคำถามเหล่านี้ไม่เลิก รุมซักหลินจ้านอย่างไม่ไว้หน้า....
น้ำเสียงแสบแก้วหู ถ้อยคำเต็มไปด้วยเจตนาร้าย
หลินจ้านยืนนิ่ง แผ่นหลังตรงแน่ว ดวงตาเย็นชากวาดมองกลุ่มนักข่าวที่กรูกันเข้ามา
ความเงียบของเขากลับสร้างแรงกดดันยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
ยามรักษาความปลอดภัยพยายามขวางฝูงชนอย่างยากลำบาก แต่อีกฝ่ายกลับยิ่งกำเริบ ทั้งเบียดทั้งผลักไม่หยุด
บางคนถึงกับยกเครื่องขยายเสียงขึ้น ตะโกนคำถามอย่างอื้ออึงจนแทบหนวกหู
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของซือเต๋อหลินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
เขาพิงรถเก๋งสีดำ บิดเปิดขวดน้ำอัดลมเป่ยปิงหยางอย่างสบายใจ เสียงซ่าดังขึ้นก่อนที่น้ำเย็นจะไหลลงคอ รอยยิ้มได้ใจผุดขึ้นบนใบหน้า
“เย็นชื่นใจ ใจเบิกบาน” เขาฮัมเสียงเบา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาชีหงซานทันที
“ท่านชี มีข่าวดีครับ” ซือเต๋อหลินกดเสียงให้ต่ำ แต่ปิดบังความยินดีไว้ไม่มิด
“หลินจ้านถูกนักข่าวล้อมจนขยับตัวไม่ได้แล้ว ส่วนรองหัวหน้าคณะกำกับตรวจสอบอย่างกู่เจิ้นซานก็หนีไปแล้ว ดูท่าเจ้าหมอนั่นจะเป็นพวกเปลี่ยนสีตามสถานการณ์เหมือนกัน
ถ้ายังยื้อกันต่อไป แค่ให้นักข่าวที่เราจัดเตรียมไว้โพสต์ต่อเนื่องไม่หยุด
กระแสก็จะโถมทับเขาในไม่ช้า ถึงตอนนั้นความคิดเห็นสาธารณะจะบดขยี้เขาจนไม่เหลือชิ้นดี”
