หลังจากถูกกระแทกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดหลี่อี้ก็เงียบไป
เขาหันไปเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มปรับแต่งระบบ
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ตอนทำงานเขาจริงจังมาก ไม่มีเสียงในใจเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด
ตอนแรกอวี๋หวานยังคิดว่า “หู” แปลก ๆ ของตัวเองมีปัญหา จึงตั้งใจฟังซ้ำหลายรอบเพื่อยืนยัน
แต่ตรงมุมนั้นก็เงียบสนิทจริง ๆ
มีเพียงเสียงคีย์บอร์ดดังกรุบกรับเป็นครั้งคราว กับเสียงหึ่งเบา ๆ จากหุ่นยนต์ที่กำลังทำงาน
อวี๋หวานต้อนรับลูกค้าไปพลาง แอบเหลือบมองไปทางนั้นอยู่เรื่อย ๆ
หลี่อี้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนบนใบหน้า
เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ นิ้วเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว บางครั้งก็หยุดจ้องหน้าจอครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที แล้วจึงพิมพ์ต่อ
ท่าทางตั้งใจจริงจังจนดูราวกับเป็นคนละคน
หลี่อี้นั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ตรงนั้น คอยปรับแต่งหุ่นยนต์เป็นครั้งคราว เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาเลิกงาน
อวี๋หวานเก็บของชิ้นสุดท้ายเสร็จ ถอดผ้ากันเปื้อนแขวนไว้เรียบร้อย กำลังจะบอกหลี่อี้ว่าเลิกงานได้แล้ว ก็เห็นหุ่นยนต์ส่งอาหารขนาดเท่าคนตัวนั้นขยับขึ้นมาเฉย ๆ
หลี่อี้ลุกขึ้น วางแก้วกาแฟที่อยู่ใกล้มือบนถาดของหุ่นยนต์ แล้วกดปุ่มสองสามปุ่ม หุ่นยนต์ส่งเสียง “ติ๊ด” ก่อนจะเดินออกไปอย่างมั่นคงราวกับคน อ้อมเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วหลบกระเป๋าเป้ใบหนึ่ง ก่อนนำกาแฟไปวางบนโต๊ะว่างได้อย่างมั่นคง
อวี๋หวานอึ้งไป
ตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาไปถึงขั้นนี้แล้วเหรอเนี่ย?!
“นี่...สำเร็จแล้วเหรอ?” เธอถามอย่างสงสัย
หลี่อี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า
“ยังห่างไกลนัก” เขาพูด “ตอนนี้แค่ปรับแต่งเส้นทางการเคลื่อนที่พื้นฐานเท่านั้น ถ้าจะนำไปใช้งานจริง ยังต้องคำนึงถึงเหตุไม่คาดฝันอีกหลายอย่าง เช่น จู่ ๆ มีคนลุกขึ้นมา มีเด็กวิ่งเข้ามา พื้นมีน้ำขัง หรือแสงเปลี่ยนจนส่งผลต่อเซนเซอร์...”
