บทที่ 4 ราวกับเป็นคนละคน
มี่จือยกถ้วยออกมา ด้านในมีแป้งแผ่นบางประกบด้วยเนื้อสับ และยังมีชามใบใหญ่ใส่อาหารคาวอีกมากมาย
ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงจำต้องกินให้ดีหน่อย แต่วิธีกินเช่นนี้จะมีก็แต่ยามมี่จือกลับมาเท่านั้น
เพราะถึงฤดูเก็บเกี่ยว หลัวเฟยจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำนักบัณฑิตที่สวมเป็นปกติออก บุรุษในบ้านล้วนแต่งกายโปร่งสบายเหมาะกับการระบายความร้อน
ผู้คนเห็นมี่จือต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า ในกลุ่มนั้นมีบุรุษรูปร่างกำยำผู้หนึ่ง เป็นพี่ใหญ่ของมี่จือ หลัวหลิงอวิ๋น
ข้างกายเขามีสตรีสาวผู้หนึ่งสะพายข้องอยู่ เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของมี่จือ ครอบครัวจู้
ผู้เข้ามาเป็นลำดับท้ายสุดคือหลัวหลิงเฟิงน้องชายเล็กของมี่จือ และบุตรชายของครอบครัวจู้กับหลัวหลิงอวิ๋น เจ้าหนูโลหะ
รวมถึงพี่รองหลัวฮุ่ยเซียนซึ่งสมรสไปอยู่กับตระกูลเฝิงในอำเภอแล้ว จำนวนบุตรธิดาของครอบครัวหลัวก็มีเพียงเท่านี้
หลัวหลิงอวิ๋นนั่งลงแทะขนมแป้งได้ไม่กี่คำก็ถามมี่จือว่า “พรุ่งนี้เจ้าจะไปหรือ”
ครอบครัวจู้ทำเสียงจิ๊จ๊ะ ขมวดคิ้วตีเขาเบา ๆ “เจ้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร สามหนิงเพิ่งกลับมา เจ้าก็ถามว่าผู้อื่นไปหรือไม่ไปเสียแล้ว”
หลัวหลิงอวิ๋นชะงักไป อยากบอกว่าเขามิได้มีความหมายเช่นนั้น
“ไม่เป็นไร เพียงวันหยุดสองวันในหนึ่งรอบเดือน ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้กลับมาก็เพราะไม่พบจังหวะที่ต้องออกไปซื้อของ” มี่จือพูดคลายความอึดอัดใจด้วยรอยยิ้ม
รู้กันดีว่าภายนอกไม่สงบ หลัวหลิงอวิ๋นพยักหน้า จากนั้นจึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งเจ้า”
หลัวหลิงอวิ๋นมีม้าตัวหนึ่ง นับเป็นสิ่งของมีค่าที่สุดของครอบครัวหลัวทั้งหมดรองจากเรือน
นี่มิใช่ของที่ทางบ้านจัดการซื้อหาให้ แต่เป็นเพราะตัวเขาเองเป็นนักคุ้มกันสินค้า ทำได้ดี นายเกรงใจจึงมอบให้
“หัวหน้านักคุ้มกันบอกว่าระยะนี้ยังไม่รับขนสินค้า ข้าในช่วงสิบวันหน้าว่างเช่นกัน เช่นนั้นจะรอเจ้าที่ถนนตรงข้ามประตูมุมของวังกลับบ้านดีหรือไม่” หลัวหลิงอวิ๋นถามเช่นนี้
เหิงเกอมองมี่จืออย่างตื่นเต้น ดวงตาสุกใสแวววาว ท่านน้าใหญ่ไปรับได้ ย่อมหมายความว่าเขาจะได้เห็นท่านแม่ของเขาในไม่ช้า
เพียงแต่มี่จือนิ่งเงียบไป นางคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้เหิงเกอแล้วจึงกล่าวว่า “ท่านพ่อท่านแม่ พี่ท่านพี่สะใภ้ รับประทานก่อนเถิด อีกสักครู่ข้ามีเรื่องจะพูดกับทุกท่าน”
มี่จือเป็นผู้มีสีหน้ายิ้มแย้มมาโดยตลอด น้ำเสียงในยามนี้พบเห็นได้ยาก ท่านหญิงหมี่และหลัวเฟยสบตากัน ต่างรู้สึกคลางแคลงอยู่บ้าง
รีบเร่งรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ งานชามตะเกียบก็ปล่อยให้เสวี่ยเหนียงนำไปล้าง เหิงเกอถูกเจ้าหนูโลหะพาไปเล่นในลานบ้าน ที่เหลืออีกหลายคนก็พากันเข้าไปในห้องโถงเพื่อหารือเรื่อง
“ความหมายของพระชายาและคุณนายรอง บอกว่าให้ข้าไปปรนนิบัติคุณชายรอง”
มี่จือเอ่ยวาจาดุจฟ้าผ่า ผู้คนหลายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตะลึงงันสิ้นเชิง
รอจนได้สติกลับคืนมา สีหน้าผู้คนล้วนซับซ้อนกันถ้วนหน้า
หลัวหลิงเฟิงอายุยังน้อย ไร้ซึ่งความสุขุมเยือกเย็นของพวกเขา เวลานี้จึงเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ “พี่สาม เจ้าจะไปเป็นอนุหรือ”
“แล้วเหิงเกอจะทำเช่นไร เจ้าอยากให้เขาไม่ได้พบหน้าแม่ผู้ให้กำเนิดไปตลอดชีวิตหรือ”
“หลาวซื่อ!”
หลัวเฟยและท่านหญิงหมี่ขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นพร้อมกันเพื่อห้ามปราม “นั่งลง ฟังที่พี่สามเจ้าจะพูดก่อน”
มี่จือเงยหน้าขึ้น กวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ แล้วจึงเริ่มเอ่ยปากว่า “เหิงเกอคือบุตรชายของข้า เมื่อข้าไปเป็นอนุแล้วย่อมต้องนำตัวเขาอยู่ข้างกายด้วย เพียงแต่บัดนี้ยังไม่ถึงเวลา”
“คุณนายรองรับปากจะปกป้องแม่ลูกข้า ก็เพื่ออยากใช้จุดอ่อนนี้ควบคุมข้ามิใช่หรือ” มี่จือหัวเราะเบา ๆ “ถึงขั้นใช้ไม้ตายยุแยงตะแคงรั่ว ข้ามิรับน้ำใจนี้ไว้ก็คงไม่ดีกระมัง”
แม้นางจะยิ้มบางเบา แต่แววตาเปล่งประกายน่าเกรงขาม ราวกับเป็นคนละคนกับฟังหลิวผู้ต่ำต้อยว่านอนสอนง่ายในวัง
หลัวเฟยมองดูธิดาผู้นี้ด้วยดวงตาลุ่มลึก เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงถามว่า “เช่นนั้นเจ้ามีแผนจะบอกเหิงเกอว่าอย่างไร”
“บอกตามความจริง” มี่จือไม่ลังเล “เขาอายุยังน้อย แต่ฉลาดเฉลียวและรู้แก่ความตั้งแต่เด็ก ถึงตอนนี้จะไม่เข้าใจ แต่วันหน้าสักวันก็ต้องเข้าใจ”
“พวกท่านก็น่าจะรู้ดี ว่าเพิ่งเข้าวัง ตอนนี้เขาไม่ติดตามข้าจึงจะดีที่สุด”
แม้แต่ฐานที่ตั้งก็ยังไม่มั่นคง จะเอาอะไรไปปกป้องเล่า
“แต่หากคุณนายรองมีใจคิดร้ายต่อเหิงเกอ จะทำเช่นไรเล่า” ใบหน้าท่านหญิงหมี่ไม่ปราศจากความกังวล เหิงเกอเป็นเด็กที่นางเฝ้าดูแลมา ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวใจมิได้น้อยไปกว่าใครเลย
“วังติ้งอันขึ้นชื่อเรื่องการใช้กฎเหล็กปกครองกองทัพและปกครองใต้บังคับบัญชา ไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่าชื่อเสียง อีกทั้งด้วยนิสัยของคุณนายรองผู้นั้น หากมีวันดังที่ท่านว่า จริง ๆ ก็คงเป็นวันที่นางรู้สึกว่าข้าเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของนางแล้วกระมัง” มี่จือยิ้มบาง ๆ “นางบอกว่าจะปกป้องแม่ลูกข้า ก็เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ”
แต่ทว่ารอถึงวันที่นางคุกคามสถานะของนายหญิงได้แล้ว การจะพาเหิงเกอมาอยู่ข้างกายจะมีอันใดยากเล่า
มี่จือค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน “ท่านพ่อท่านแม่ คนเยี่ยงข้าต่อหน้าพวกเขาแล้ว ไม่นับว่าเป็นผู้เป็นคนด้วยซ้ำ เช่นนั้นสำหรับทาสต่ำช้าผู้หนึ่งแล้ว การที่นายหญิงเอ่ยวาจาปกป้องผู้อื่นล้วนเป็นพระคุณใหญ่หลวงล้นฟ้า สมควรต้องซาบซึ้งในพระคุณและเชื่อฟังไปตลอดชีวิตจึงจะถูก ฟังหลิวก็คือเช่นนี้ และก็ควรเช่นนี้ วางใจเถิด ความเป็นไปได้ที่ท่านว่ามา อย่างน้อยในตอนนี้นางไม่มีทางมีแน่”
ในตอนนี้ เซวียชื่อยังคงหมายพึ่งให้นางเป็นดาบคมคอยดึงความโปรดปรานมาให้ตนอยู่เลย
สิ้นคำพูดของมี่จือ ในห้องโถงเหลือไว้เพียงเสียงลมหายใจขึ้นลงสลับกัน ปกปิดความไม่สงบในแววตาของผู้คนทั้งหลาย
“เมื่อคิดดีแล้ว เช่นนั้นก็ทำไปเถิด”
หลัวเฟยเคาะโต๊ะเตี้ยด้วยปลายนิ้ว นัยน์ตาเฉียบคมคู่หนึ่งเจือจางความอ่อนโยนบนตัวเขาลง เขามองมี่จือ แล้วก็ยิ้มออกมา
“เจ้าตั้งแต่เล็กก็มีความคิดอ่านของตนเองเป็นยิ่งนัก ทั้งรู้จักประมาณตน พ่อแม่นอกจากกำชับแล้วก็ไม่มีอะไรให้พูด เจ้าดูแลปกป้องตนเองให้ดีก็พอ พวกเราก็จะดูแลเหิงเกอให้ดี เท่านั้นก็พอ”
หลัวหลิงเฟิงยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เพิ่งอ้าปากก็เห็นหลัวหลิงอวิ๋นส่ายศีรษะให้เขา
มี่จือไม่ใส่ใจเขา ในบรรดาพี่น้องแล้ว หลาวซื่อเป็นคนดื้อรั้นที่สุด ควรจะคิดเช่นไรก็ให้น้าใหญ่ไปพูดให้ฟังเองเถิด
“ท่านพี่สะใภ้ ข้ามีผ้าสะสมอยู่บ้าง ท่านตามข้ามาเลือกดูหน่อย” นางยิ้มพลางมองไปทางครอบครัวจู้ ครอบครัวจู้ชะงักไป ตอบรับเสียง “เอ้อ” หนึ่งคำ
ออกจากห้องโถงใหญ่ เหิงเกอก็วิ่งกระโจนเข้ามาทันที รอจนมี่จือหอมแก้มเขาฟอดหนึ่งและปลอบประโลมอีกพักหนึ่งแล้ว เขาจึงยอมปล่อยไปชั่วคราว
คนทั้งสองเข้าไปในเรือนตะวันตก มี่จือเปิดห่อผ้าออก ครอบครัวจู้มองดูก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
งานในวังหลวงรายได้ดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ น้องสามีมีเงินเก็บอยู่สักเท่าใดกัน
“เมื่อครู่นี้ให้เสวี่ยเหนียงมาดู นางบอกว่าชอบผืนนี้ สีขาวดอกบัวแรกแย้ม ตอนนี้ก็เข้าแล้วฤดูใบไม้ร่วง เอาไปทำเสื้อตัวในให้กับนางและเสี่ยวเหอฮวา ย่อมเหมาะเจาะพอดี”
ครอบครัวจู้ได้ยินดังนั้นก็รีบห้ามปราม “เจ้าเด็กเสวี่ยนี่จริง ๆ เลย เจ้าทุกครั้งที่กลับมาก็ขนเงินมาด้วยก็แล้ว ขนผ้ามาด้วยก็แล้ว ครอบครัวอาศัยเจ้าเกื้อหนุนจึงอยู่ดีกินดีขึ้นเรื่อย ๆ เสวี่ยเหนียงยังเด็ก เสื้อผ้าใส่ก็พอมีอยู่ ไม่จำต้องทำถึงเพียงนี้หรอก”
วาจานี้ ไม่ว่าจะมาจากใจหรือเป็นแต่เพียงคำพูด อย่างน้อยก็ฟังแล้วสบายใจ
หลายปีมานี้นางปฏิบัติตนและจัดการเรื่องต่าง ๆ ไม่เคยเห็นเสียหายเลยสักครั้ง มี่จือที่จริงแล้วก็เต็มใจเชื่อว่านางเป็นเช่นนั้นจริง
อีกทั้งหากดูจากอาภรณ์สะอาดสะอ้านของเหิงเกอก็รู้ได้ว่า ครอบครัวจู้หาได้กลั่นแกล้งแต่อย่างใด
มี่จือคัดเลือกผ้าออกมา หยิบสองผืนสีเหมาะสมใส่มือครอบครัวจู้ไว้ “ท่านพ่อท่านแม่และเหิงเกอต้องลำบากท่านพี่สะใภ้คอยดูแลอีกตามเคยแล้ว สิ่งของเหล่านี้หาได้มีค่าแต่อย่างใดไม่ ท่านพี่สะใภ้จะมารักษามารยาทกับข้าหรือ”
นางกล่าวเช่นนี้ ครอบครัวจู้จึงรู้สึกลังเลอยู่บ้าง รีรออยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็รับเอาไว้ “เพียงคิดว่าเจ้าอยู่ในวังหลวงตามลำพังก็ลำบากอยู่แล้ว ข้ามิได้จะมารักษามารยาทกับเจ้า สิ่งเหล่านี้แม้เจ้ามิได้พูดออกมา ข้าก็ล้วนต้องดูแลอยู่แล้ว”
“ท่านพี่สะใภ้ช่างเป็นผู้เข้าใจเหตุการณ์ยิ่ง” ในดวงตาของมี่จือแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม
“ในเมื่อท่านพี่สะใภ้ไม่รักษามารยาทกับข้า น้องสามนี้ก็มีเรื่องจะพูดกับท่านจริง ๆ” มี่จือจูงมือนางให้นั่งลง สายตาจริงจัง “ถ้าจะพูดให้ถูกแล้ว ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ข้าต้องขอโทษท่าน”
“ข้าวันนี้กลับมากะทันหัน เหิงเกอดีใจที่ได้เห็นข้ายิ่งนัก ตอนวางไม้กวาดจึงไม่ทันระวัง กลับถูกไม้เกี่ยวสะดุดเซเกือบจะล้มทับเสี่ยวเหอฮวา แต่ว่าท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ รองข้ารับไว้ทัน ทุกอย่างปลอดภัยดี เพียงแต่ว่าเสี้ยววินาทีนั้นแทบจะทำเอาขวัญข้าหนีหาย ท่านอีกสักครู่ควรตรวจดูอีกทีให้ละเอียดหน่อย อย่าให้เด็กพลัดตกลงมาเด็ดขาดเชียวนะ