ตีหนึ่ง หมู่บ้านเงียบสงัดจนเหลือเพียงเสียงแมลงร้องและเสียงหมาเห่าเป็นครั้งคราว
หยางสุ่ยเซิงเดินฝ่าราตรีอาบแสงจันทร์มาอย่างเงียบเชียบ จนถึงริมแอ่งน้ำใสหลังเขา
แสงจันทร์ดุจผืนแพรเงินโปรยลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง สะท้อนประกายระยิบระยับ
บนก้อนหินใหญ่ผิวเรียบริมแอ่งน้ำ มีเงาร่างบอบบางนั่งอยู่
เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวนวลลายดอกเล็ก ๆ ด้านล่างเป็นกระโปรงสีเข้มยาวคลุมเข่า ไม่ได้สวมถุงเท้า เท้าขาวผ่องทั้งสองข้างจุ่มอยู่ในน้ำเย็นฉ่ำ ขยับไหวเบา ๆ
สายลมยามค่ำพัดผ่าน พลิ้วเส้นผมยาวที่สยายคลอเคลียอยู่บนบ่าของเธอ ทั้งยังพัดเสื้อแขนสั้นเนื้อบางให้แนบไปกับเรือนร่าง เผยส่วนโค้งอวบอิ่มตรงหน้าอกและเอวคอดบางได้อย่างชัดเจน
คอเสื้อเปิดค่อนข้างลึก แสงจันทร์เผยผิวเนียนขาวนวลชวนตาพร่า พร้อมเงาลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใน
เธอเอนกายเล็กน้อย คล้ายกำลังรอใครบางคน หรือไม่ก็เหม่อลอยอยู่กับความคิด ใบหน้าด้านข้างใต้แสงจันทร์ดูอ่อนหวานเป็นพิเศษ
นั่นคือไป๋ชิงเหลียน
เห็นได้ชัดว่าเธอตั้งใจแต่งตัวมาอย่างพิถีพิถัน ดูมีเสน่ห์ยิ่งกว่าปกติ
หยางสุ่ยเซิงเห็นภาพตรงหน้า หัวใจก็พลันเต้นสะดุด เขาผ่อนฝีเท้าเดินเข้าไปใกล้ ก่อนลองเอ่ยเรียก “พี่สะใภ้ไป๋?”
“สุ่ยเซิง มาแล้วหรือ?”
ไป๋ชิงเหลียนได้ยินเสียงก็หันมา พอเห็นหยางสุ่ยเซิง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นทันที ใบหน้าผุดรอยยิ้มเจือความเขินอาย พลางกวักมือเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มานี่เร็ว”
หยางสุ่ยเซิงเดินเข้าไปนั่งข้างเธอในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล จากนั้นก็ถอดรองเท้าแล้วจุ่มเท้าลงในน้ำเย็นฉ่ำ
ความเย็นยะเยือกทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที
ทั้งสองนั่งเคียงกัน เท้าจุ่มน้ำอยู่เงียบ ๆ ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงตีน้ำแผ่วเบาดังขึ้นเป็นระยะ
“สุ่ยเซิง พรุ่งนี้ฉันจะไปอำเภอกับโหย่วฝูแล้วนะ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋ชิงเหลียนก็เอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงแผ่วลงเล็กน้อย เจือความอาลัย “จากไปคราวนี้ ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไร เธออยู่ในหมู่บ้านคนเดียว ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
