ร้านหุยชุนถังในเวลานี้กำลังวุ่นวายไปหมด
บนม้ายาวชิดกำแพง มีหญิงสาววัยสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่งนั่งกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ เธอสวมเสื้อยืดสีชมพูขาวทันสมัยกับกางเกงผ้าสีน้ำเงิน แต่ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือด หน้าผากมีเหงื่อเม็ดโตผุดเต็มไปหมด แขนซ้ายห้อยลงอย่างอ่อนแรงในท่าทางผิดธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่าหกล้มจนข้อหลุดหรือกระดูกเคลื่อน
เธอเจ็บจนสูดปาก น้ำตาคลอหน่วย ในปากร้องครวญครางไม่หยุด
ชายวัยกลางคนข้างกายกำลังถูมือไปมาอย่างร้อนใจ เดินวนไปวนมาจนแทบทำอะไรไม่ถูก เขาคือซูต้าเหนียน เจ้าของร้านขายของชำในเมือง ส่วนหญิงสาวก็คือซูเสี่ยวเหวียน ลูกสาวของเขา
ข้างซูต้าเหนียนยังมีเด็กหนุ่มพนักงานร้านสวมเสื้อกาวน์สีขาวและแว่นตายืนอยู่ เขาเป็นศิษย์ของเฟิงจี้ชุน เจ้าของร้านหุยชุนถัง ตอนนี้ก็มีสีหน้าลำบากใจไม่ต่างกัน
“คุณหนูซู อดทนอีกสักหน่อยนะครับ เจ้าของร้านของเราออกไปตรวจคนไข้ ผมให้คนไปตามแล้ว คิดว่าเดี๋ยวก็กลับมา” พนักงานร้านปลอบเธอไม่หยุด แต่ตัวเขาเองก็พูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
อย่างไรเสียท่านเฟิงเพิ่งออกไปได้ไม่นาน กะดูเวลาแล้วคงเพิ่งไปถึงบ้านคนไข้เท่านั้น
“ถ้า...ถ้าอย่างนั้นท่านเฟิงจะกลับมาเมื่อไหร่หรือ?” ซูต้าเหนียนถามอย่างร้อนรน
“เอ่อ...ถ้าเร็วก็ครึ่งชั่วโมง ถ้าช้าก็...อาจต้องเกือบชั่วโมงครับ” พนักงานร้านเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก “เจ้าของร้านไปทางตะวันตกของเมือง ค่อนข้างไกล อีกอย่างอาการของคุณหนูซูเป็นข้อไหล่เคลื่อน ต้องให้เจ้าของร้านลงมือจัดกระดูกเองเท่านั้น พวกเราทำได้แค่จัดยา ตรวจชีพจรง่าย ๆ แต่เรื่องจัดกระดูกนี่ไม่กล้าลงมือส่งเดชครับ!”
“ครึ่งชั่วโมง? เกือบชั่วโมง?” ซูต้าเหนียนมองลูกสาวที่เจ็บจนกัดริมฝีปากแตก หัวใจปวดร้าวราวกับถูกมีดกรีด “ไม่ได้! รอต่อไปไม่ไหวแล้ว! เสี่ยวเหวียน พ่อจะพาไปดูที่อื่น!”
พูดพลางก็จะเข้าไปประคองลูกสาวให้ลุกขึ้น
เวลาที่เสียไปรออยู่ตรงนี้ เพียงพอให้เขาพาเธอไปที่อื่นได้แล้ว
“อ๊า!”
“พ่อ! อย่าขยับ! เจ็บ! หนูเจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
พอซูเสี่ยวเหวียนถูกแตะที่ไหล่ซ้าย เธอก็กรีดร้องเสียงหลงราวกับหมูถูกเชือด เจ็บจนตัวสั่น น้ำตาไหลพราก ร่างแทบจะไถลตกจากม้านั่ง
