“แต่ผู้หญิงแต่งงานออกเรือน ก็ต้องพึ่งบ้านฝ่ายแม่ไม่ใช่หรือ? ไม่อย่างนั้นถ้าไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง โดนรังแกขึ้นมาจะทำอย่างไร?” โจวกุ้ยอิงถูกคนบ้านเดิมล้างสมองมาตั้งแต่เด็ก แม้หยุนลี่หลานจะเคยบอกเธอแล้วว่าผู้ชายกับลูกของเธอสำคัญที่สุดก็ตาม
ในใจเธอก็คิดอยากพึ่งพาสามีอยู่เหมือนกัน แต่แม่ของเธอเอาแต่พูดว่าหยุนลี่หลานเป็นแค่แม่สามี ในใจย่อมคิดถึงแต่ลูกชายตัวเอง ถึงสะใภ้อย่างเธอจะสนิทแค่ไหน ก็สนิทไม่เท่าลูกชายอยู่ดี
นี่จึงทำให้เวลาหยุนลี่หลานพูดอะไร เธอกลับไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าหยุนลี่หลานจงใจหลอกให้เธอทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อทุ่มเทให้ตระกูลฉิน
โจวกุ้ยอิงไม่เคยเข้าโรงเรียน จึงแยกแยะไม่ออก
ที่ตอนนี้เธอยอมฟังคำพูดของเจียงเซี่ย ก็เพราะลึก ๆ แล้วเธอชื่นชมและใฝ่หาคนมีความรู้อยู่ไม่น้อย
แต่เธอกลับพบว่าสิ่งที่เจียงเซี่ยพูดไม่เหมือนกับที่เธอเคยรู้มา ทำให้แววตาของโจวกุ้ยอิงเผยความสับสนออกมา
คนอื่น ๆ ในตระกูลฉินเห็นภาพนี้ก็ไม่ได้พูดอะไร เด็ก ๆ เองก็รู้ความ เมื่อผู้ใหญ่ไม่พูด พวกเขาก็กินข้าวกันอย่างเงียบ ๆ และลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
“ผู้หญิงบางคนอาจต้องพึ่งบ้านฝ่ายแม่ แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูตามสถานการณ์จริง” เจียงเซี่ยกวาดตามองฉินคนโตกับลูกทั้งสามของเขา ก่อนพูดต่อว่า “เธอมีพี่ฉินเป็นสามี แล้วยังมีลูกชายอีกสองคน เท่ากับว่ามีผู้ชายสามคนคอยปกป้องเธอ ยังต้องพึ่งบ้านฝ่ายแม่อีกหรือ?”
ดวงตาของหยุนลี่หลานเป็นประกาย ก่อนหน้านี้ทำไมเธอถึงไม่คิดใช้วิธีนี้เกลี้ยกล่อมบ้างนะ?
