ซิ่งเอ๋อร์หยุดน้ำตาได้แล้ว คุณหนูสี่ติดตามคุณหนูสามออกไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้อยู่เสมอ บางทีอาจจะได้ยินได้ฟังตำรายารักษาโรคก็เป็นได้!
นางประคองความหวังไว้เล็กน้อย เอ่ยขึ้นว่า “หมอบอกว่าโรคของแม่ฉันนั้นเรียกว่างูรัดเอว หากผื่นเริมบนเอวและหลังพันครบรอบหนึ่งวงก็ต้องตาย ตอนนี้แม่ฉันขึ้นไปเกินครึ่งวงแล้ว ทุกวันนี้ปวดแสบปวดร้อนแทบเอาชีวิตไม่รอด กินอะไรก็ไม่ลง…”
งูรัดเอว? เซี่ยจ้าวถังเชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีน ย่อมรู้ว่านี่คือชื่อเรียกโรคเริมงูสวัดในสมัยโบราณ
โรคเริมงูสวัดแท้จริงแล้วไม่ได้อันตรายถึงเพียงนั้น ที่อัตราการตายในสมัยโบราณสูง มักเป็นเพราะภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแทรกซ้อน หรืออวัยวะภายในถูกกระทบกระเทือนต่างหาก
นางมีแผนในใจแล้ว จึงทำทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มออกมา
“ซิ่งเอ๋อร์ เรื่องนี้ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ข้าเคยได้ยินตำรายารักษาโรคนี้อยู่จริงๆ…”
“เมื่อก่อนข้าไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้กับพี่สาวสาม เคยได้ยินนางกำนัลสองท่านคุยกัน ข้าคิดว่าหากวันใดแม่นางเสินป่วยเป็นโรคนี้ขึ้นมาจะได้ใช้อ้างอิง จึงจดจำไว้อย่างแม่นยำ…เจ้าคอยอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้าเขียนให้!”
เซี่ยจ้าวถังหาออกมาได้กระดาษและพู่กัน ซิ่งเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็รีบช่วยตักน้ำฝนหมึกให้
เซี่ยจ้าวถังครุ่นคิดอยู่ในใจ
ซิ่งเอ๋อร์รับใช้ร่างเดิมของนาง ย่อมรู้ภูมิหลังของนางดี เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องขึ้น ที่จริงแล้ววิชาการแพทย์ของนางยังไม่สมควรเปิดเผยในเวลานี้
แต่ต่อไปเมื่อออกจากตระกูลเซี่ยไป นางยังคิดจะใช้วิชาแพทย์เลี้ยงปากท้องตนเองและเทียนเทียน จึงต้องหาทางเปิดเผยออกมาสักทาง
โรคของแม่ซิ่งเอ๋อร์ผู้นี้บางทีอาจเป็นโอกาสที่ดีก็เป็นได้!
เซี่ยจ้าวถังรอให้ซิ่งเอ๋อร์ฝนหมึกเสร็จก็ยกพู่กันขึ้นเขียนตำรับยา
ร่างเดิมอ่านหนังสือออก แต่ไม่มีความอดทนฝึกลายมือ ประกอบกับเซี่ยจ้าวถังเองก็ไม่ชินกับการเขียนพู่กันจีน ลายมือที่เขียนออกมาดูไม่สวยงามก็ถือว่าเข้ากับลายมือของร่างเดิมพอดี
เซี่ยจ้าวถังเขียนเสร็จก็ส่งตำรับยาให้ซิ่งเอ๋อร์ กำชับว่า “ตำรับแรกเป็นยาใช้กิน พรุ่งนี้เจ้าส่งออกไปข้างนอก จับยาสองชุดแรกมาต้มเป็นถ้วยเดียว ให้แม่เจ้ากินวันหนึ่ง วันถัดไปจึงกินวันละหนึ่งชุด!”
“ส่วนตำรับล่างนี้ เจ้าเอาไปจับยามาบดเป็นผง หาเหล้าสารหนูได้ก็เติมเหล้าลงไปนิดหน่อย แล้วนำไปพอกที่ผิวตรงที่เป็นเริม วันละหนึ่งแผ่น… หากมีอะไรเปลี่ยนแปลง เจ้ารีบกลับมารายงานข้า!”
เซี่ยจ้าวถังมอบปิ่นปักผมและเศษเงินทั้งหมดให้ซิ่งเอ๋อร์
นางยังไม่รู้ราคาตลาด เกรงว่าเงินเพียงเล็กน้อยนี้จะไม่พอจ่ายค่ายา จึงรั้งกำไลเงินที่ข้อมือออกมาส่งให้ซิ่งเอ๋อร์ด้วยอีกชิ้น
ซิ่งเอ๋อร์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที กุมปิ่นปักผมและกำไลเงินไว้แน่น ก้มลงโขกศีรษะกับพื้นดังๆ สามครั้ง เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“คุณหนูสี่มีพระคุณต่อครอบครัวบ่าวคนนี้ บ่าวจะจดจำไว้ในใจตลอดชีวิต ครั้งนี้หากแม่รอดตายจากภัยพิบัติ บ่าวยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้คุณหนูสี่ไปชั่วชีวิตเพื่อตอบแทนพระคุณ!”
เซี่ยจ้าวถังรีบพยางนางขึ้นมา ปลอบโยนว่า “เจ้าอยู่ข้างกายข้ามาตั้งแต่ต้นก็เอาใจใส่รับใช้ข้ามาโดยตลอด ข้าสามารถช่วยเจ้าได้เล็กน้อยก็สมควรแล้ว เจ้าไม่ต้องมาพูดเกรงใจกับข้า… ฟ้าค่ำนานแล้ว ไปพักผ่อนเถิด!”
ซิ่งเอ๋อร์เช็ดน้ำตา ซ่อนปิ่นปักผมและกำไลเงินไว้ในอก แล้วจึงลุกขึ้นพูดว่า “คืนนี้บ่าวเฝ้ายาม ให้กู่จื่อนอนไปแล้ว บ่าวไปตักน้ำมาให้คุณหนูสี่ชำระล้างกาย…”
ในเรือนของเซี่ยจ้าวถังมีเพียงสาวใช้สองคน อีกคนคือกู่จื่ออายุเพียงสิบขวบ
กู่จื่อเป็นคนที่อาผู้เฒ่าซ่าใช้เงินห้าตำลึงฝากนางกำนัลผู้ดูแลเรือนจัดส่งมาประจำที่เรือนของเซี่ยจ้าวถังโดยเฉพาะ
ก็เพราะเล็งเห็นว่าเรือนของเซี่ยจ้าวถังเงียบสงบ ไม่มีนิสัยชอบกลั่นแกล้งคน จึงส่งนางมา
กู่จื่ออายุยังน้อย ซิ่งเอ๋อร์ก็ได้รับผลประโยชน์จากแม่นางด้วย จึงคอยช่วยดูแล กิจวัตรเฝ้ายามที่เหน็ดเหนื่อยเช่นนี้จึงแทบไม่เคยให้กู่จื่อทำ
เมื่อคืนที่เฝ้ายามก็คือซิ่งเอ๋อร์ คืนนี้ถึงคิวของกู่จื่อแล้ว คำพูดของซิ่งเอ๋อร์จึงเป็นการช่วยกลบเกลื่อนให้กู่จื่อ
เซี่ยจ้าวถังนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างกู่จื่อกับเซี่ยอีหมิง ก็แค่เห็นแต่ไม่พูดโจมตี
เมื่อซิ่งเอ๋อร์ยกน้ำมาให้ เซี่ยจ้าวถังชำระล้างกายเสร็จ ก็ให้นางไปพักผ่อน
ซิ่งเอ๋อร์ยังคงปรนนิบัติให้เซี่ยจ้าวถังขึ้นเตียงนอนแล้ว จึงถือตะเกียงน้ำมันเดินออกไป
เซี่ยจ้าวถังฟังเสียงนางเดินออกไปแล้ว จึงพลิกตัวไปดูเทียนเทียน
อาศัยแสงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา นางมองเห็นเพียงเงาร่างของเทียนเทียนที่หนุนหมอนอยู่เลือนราง
เซี่ยจ้าวถังเฝ้ามองนางอยู่นาน มิรู้กี่นาน จึงยื่นมือออกไปลูบใบหน้าอันอ่อนนุ่มเล็กๆ ของนางเบาๆ…
…
รุ่งเช้า
เซี่ยจ้าวถังตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เซี่ยเทียนเทียนยังไม่ตื่น
เซี่ยจ้าวถังชำระล้างกายเสร็จก็เดินเล่นในลานบ้าน พลางครุ่นคิดว่าจะทำให้แผนการของตนเป็นจริงได้อย่างไร
จิตวิญญาณของนางเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไหนเลยจะยอมให้ชะตากรรมของตนไปผูกติดอยู่กับเด็กหนุ่มเซี่ยหยานคนหนึ่งได้!
เซี่ยจ้าวถังทำได้เพียงคิดหาหนทาง หาคนที่ไว้ใจได้สักคนมาช่วยสืบหาข้อมูลพื้นฐานให้กระจ่างก่อน
ยกตัวอย่างเช่น ในเมืองหลวงมีตระกูลใดบ้างที่ยังไม่ได้แต่งภรรยาและมีฐานะสูงส่งกว่าตระกูลเซี่ย?
บุรุษเหล่านั้นมีอุปนิสัย ใจคอ งานอดิเรกเป็นอย่างไร?
เมื่อสืบได้กระจ่างแล้ว ค่อยเลือกเป้าหมายลงมือ
การพบกันโดยบังเอิญ ตามใจสิ่งที่เขาชื่นชอบ ยั่วยวน…
ตราบใดที่สามารถแต่งเข้าไปเป็นภรรยาหลวง คุมชะตากรรมของตนเองได้ นางยอมไม่คำนึงถึงวิธีการและออมมือกับอีกฝ่าย
รักแท้อะไรหรือ นางมิอาจหมายปอง!
นางกับเจียงเฉียวที่คบหากันมานาน ต่างเกื้อกูลกันมาโดยตลอด ยังต้องเลิกรากันเพราะพี่สาวสาม ความจริงแท้ของชีวิตการแต่งงานนางเข้าใจถ่องแท้แล้ว
นางเพียงอยากอาศัยอำนาจบางอย่างหลุดพ้นจากตระกูลเซี่ย แล้วขยันหาเงินเลี้ยงดูเทียนเทียนให้เติบโต!
เซี่ยจ้าวถังกำลังเดินอยู่ สาวใช้น้อยกู่จื่อก็วิ่งมาบอกว่า
“คุณหนูสี่ พี่สือโถวส่งของมาให้เจ้าค่ะ!”
กู่จื่อเกล้าผมเป็นมวยสองข้าง ใบหน้ากลมเกลี้ยงเกลาแดงเรื่อ สองตากลมโตสดใส
เซี่ยจ้าวถังมองเด็กหญิงอายุเพียงสิบขวบผู้นี้ พลางนึกถึงชะตากรรมอันน่าสลดของครอบครัวนาง สายตาจึงแวบผ่านความเวทนาอยู่เล็กน้อย
นางเดินตามกู่จื่อไปถึงหน้าประตูเรือน ก็เห็นสือโถว คนรับใช้ของเซี่ยหยาน ยืนรออยู่ที่หน้าประตู ในมือถือห่อผ้าอยู่ห่อหนึ่ง
สือโถวอายุเพียงสิบสองปี แต่ตัวสูงกว่าเซี่ยหยานตั้งหัวเดียว ผิวคล้ำ แต่แววตาดูเฉลียวฉลาด
“คุณหนูสี่ ท่านหกให้บ่าวส่งหนังสือมาให้เจ้า! ท่านหกว่าพอเลิกเรียนแล้วจะมาเยี่ยมนางเสิน ขอให้เจ้าช่วยดูแลนางเสินด้วย!”
เซี่ยจ้าวถังรับห่อผ้ามา สือโถวก็จากไป
เซี่ยจ้าวถังถือห่อผ้าเข้าไปในห้องเล็กที่อยู่ติดกับห้องนอน
แกะห่อผ้าออก ข้างในมีหนังสืออยู่หลายเล่ม เล่มแรกคือ “ตำราเลขคณิต”
ร่างเดิมอ่านหนังสือออก เซี่ยจ้าวถังสืบทอดความทรงจำของนางมา ตัวอักษรจีนเต็มเหล่านี้จึงอ่านออกอย่างชัดเจน
เซี่ยจ้าวถังยกมุมปากยิ้มน้อยๆ เซี่ยหยานหาหนังสือประเภทนี้มาให้นาง คงเป็นคนที่คิดจะสอนนางให้เรียนรู้การดูแลเรือนเป็นการเฉพาะกระมัง?
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เซี่ยจ้าวถังให้กู่จื่อเฝ้าเรือน ให้ซิ่งเอ๋อร์นำตำรับยากลับบ้าน แล้วจึงจูงมือเทียนเทียนส่งกลับเรือนไห่ถัง
ก่อนจากไปซิ่งเอ๋อร์เตือนนางว่า เมื่อหายดีแล้วก็ควรไปคารวะท่านหญิงเซี่ย นางคิดว่าจะไปเยี่ยมนางเสินก่อน แล้วค่อยไป อีกทั้งยังถือโอกาสออกนอกจวนเพื่อแสวงหาโอกาส…
เมื่อเข้าไปในเรือนไห่ถัง เซี่ยเทียนเทียนก็สะบัดมือนางออก เรียกคำว่าแม่แล้ววิ่งพรวดเข้าไปข้างใน
อาการป่วยของนางเสิน เซี่ยจ้าวถังรู้ดีอยู่แก่ใจ จึงไม่รีบร้อนตามเข้าไป เดินอย่างช้าๆ เรียบๆ
“คุณหนูแปด เจ้าระวังหน่อย อย่าไปโดนแผลของแม่เข้านะเจ้าคะ…”
เซี่ยจ้าวถังเพิ่งก้าวเข้าไป ก็เห็นชุนเอ๋อร์เอ่ยเตือนเซี่ยเทียนเทียนอย่างอ่อนโยน
ชุนเอ๋อร์อายุประมาณสิบสาม รูปร่างเตี้ยกว่าเซี่ยจ้าวถังเล็กน้อย ใบหน้าคมคายน่ารัก
อีกคนที่กำลังปรนนิบัติเสิร์ฟอาหารเช้าให้นางเสินคือชิวเอ๋อร์ ดูแล้วอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น
“คุณหนูสี่!”
ชิวเอ๋อร์หันไปเห็นเซี่ยจ้าวถัง ก็ยิ้มแย้มกล่าวว่า “วันนี้ท่านแม่ดีขึ้นเล็กน้อย กินโจ๊กได้บ้างแล้วเจ้าค่ะ!”
เซี่ยจ้าวถังยิ้มตอบ แล้วก้าวเข้าไปรับชามจากมือนาง พลางยิ้มพูดว่า “ข้าให้อาหารท่านแม่เอง!”
นางเสินมองนางแวบหนึ่ง แล้วหันไปทางเซี่ยเทียนเทียน เอ่ยเสียงเบาว่า “เทียนเทียน แม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจเล่นกับเจ้าได้ ให้พี่ชิวเอ๋อร์พาเจ้าออกไปเล่นข้างนอกได้หรือไม่?”
เซี่ยเทียนเทียนมองนางเสินที่พิงหัวเตียงดูอ่อนแรง แล้วหันไปมองเซี่ยจ้าวถัง พยักหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย
ชิวเอ๋อร์จึงไปล้างมือในอ่าง แล้วเดินมารับมือเซี่ยเทียนเทียนพาออกไป
“ชุนเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อน ข้ากับคุณหนูสี่มีเรื่องจะคุยกัน!”
นางเสินมองชุนเอ๋อร์ที่กำลังเก็บกวาดห้อง เอ่ยขึ้นอีก
ชุนเอ๋อร์ถอยออกไปอย่างว่านอนสอนง่าย
เมื่อในห้องไม่มีบุคคลภายนอกแล้ว นางเสินจึงจับมือเซี่ยจ้าวถังไว้ เอ่ยเสียงเบาว่า
“ถังถัง เจ้าบอกว่าอยากแต่งเข้าตระกูลที่ฐานะสูงส่งกว่าตระกูลเซี่ย เมื่อคืนแม่คิดขบคิดอยู่นาน ในที่สุดก็คิดถึงคนหนึ่ง นางอาจช่วยเหลือเจ้าได้…”
