เสิ่นรั่วหลานมองแผ่นหลังของแม่สื่อหวังที่เดินจากไป พลันดึงแขนเสื้อเกาหยางเบา ๆ เอ่ยเสียงแผ่วว่า “ท่านพี่ เมื่อครู่ตอนป้าหวังเป็นแม่สื่อ…ท่านไม่ต้องการจริงหรือ?”
เกาหยางหันมองนาง เสิ่นรั่วหลานก้มหน้า ใบหูแดงระเรื่อ นิ้วมือบิดชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว
เขารู้ว่านางกังวลเรื่องใด ในยุคสมัยเช่นนี้ บุรุษที่มีทรัพย์สินอยู่บ้างจะรับอนุสักคนเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ครอบครัวในหมู่บ้านที่มีที่นาดีอยู่ไม่กี่หมู่ก็ยังคิดจะแต่งสะใภ้เพิ่มอีกสองเรือน
“รั่วหลาน” เกาหยางกุมมือนางไว้ น้ำเสียงเรียบเฉยแต่จริงจัง “ข้ามีเจ้าเป็นภรรยาเอกเพียงคนเดียว ต่อให้ภายหน้าข้ารับอนุจริง เจ้าก็จะเป็นนายหญิงแห่งเรือนหลังตลอดไป”
เสิ่นรั่วหลานเงยหน้าขึ้น ขอบตาแดงก่ำ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นสูง
นางพยักหน้าแรง ๆ จากนั้นรีบก้มหน้ากินบะหมี่ต่อ รสชาติอร่อยยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก
กินบะหมี่เสร็จ เกาหยางก็บังคับรถเกวียนลากลับไป
พอพ้นปากเมือง เสิ่นรั่วหลานก็นั่งอยู่บนพื้นรถ พิงกายเกาหยาง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มไม่จาง
แสงตะวันสาดลงบนใบหน้านาง ทำให้นางดูมีชีวิตชีวากว่าตอนอยู่เรือนใหญ่เดิมหลายเท่านัก
เมื่อรถเกวียนลามาถึงปากหมู่บ้านชิงหนิว ดวงตะวันก็เพิ่งคล้อยไปทางทิศตะวันตก
วันนี้บริเวณบ่อน้ำตรงปากหมู่บ้านคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนล้อมกันเป็นวง ไม่รู้ว่ากำลังชมสิ่งใดอยู่
เกาหยางมองเห็นจากระยะไกลว่ามีเสาไม้ไผ่สูงต้นหนึ่งอยู่กลางฝูงชน บนยอดเสาผูกธงผ้าสีซีดจางผืนหนึ่งไว้ มีอักษรใหญ่สี่ตัวเขียนว่า “ปากทองคำพยากรณ์”
เป็นหมอดูคนหนึ่ง
เกาหยางไม่ได้ใส่ใจมากนัก บังคับรถเกวียนลามุ่งหน้าต่อไป
