ซุนถิงเหอได้ยินเสียงแตรจากที่พำนักแม่ทัพ จึงพาโจวสงกับทหารคนสนิทหนึ่งหมู่รีบขึ้นกำแพงเมือง
เมื่อยืนอยู่หลังเชิงเทินแล้วมองไปทางเหนือ เห็นควันดำเหนือป้อมตระกูลจ้าวพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า สีหน้าของเขาก็พลันเคร่งขรึมลง
“มีกันกี่คน?”
“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับรายงานว่ามีทหารม้าราวสามร้อยนาย กำลังมุ่งหน้ามาทางประตูเมืองขอรับ”
สามร้อยคน
ตัวเลขนี้ทำให้ซุนถิงเหอผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกไปได้เล็กน้อย
เขานึกว่าชาวเซียนเปยจะยกทัพใหญ่เข้าตีเมืองเสียอีก ที่แท้เป็นเพียงทหารม้ากลุ่มเล็กออกมาปล้นสะดม
แต่เขาโล่งใจได้ไม่นาน
ทหารม้าเซียนเปยสามร้อยนายปรากฏตัวบนถนนหลวงนอกเมืองอย่างรวดเร็ว เสียงกีบม้าดังกึกก้องเป็นระลอกจนกำแพงเมืองสั่นสะเทือนแผ่วเบา
ผู้นำเป็นชายร่างใหญ่ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อ สวมเกราะเหล็ก บนอานม้าห้อยศีรษะมนุษย์อยู่สองหัว
ทหารม้าเซียนเปยรั้งม้าหยุดห่างจากประตูเมืองเพียงระยะธนูดอกหนึ่ง ก่อนเรียงแถวหน้ากระดาน
อวี้เหวินฉีควบม้าออกมาข้างหน้าสองสามก้าว เงยหน้ามองทหารรักษาด่านบนกำแพงเมือง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มดูแคลน
ทหารรักษาด่านกว่าร้อยนายบนกำแพงเมืองขึ้นคันธนูเล็งไปยังเขา แต่ไม่มีใครกล้าปล่อยลูกศร
อวี้เหวินฉีปลดศีรษะมนุษย์หัวหนึ่งจากอานม้า หิ้วผมชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วตะโกนใส่กำแพงเมืองด้วยภาษาฮั่นที่ติดสำเนียงเซียนเปยอย่างหนักว่า
“ชาวฮั่นบนกำแพงฟังให้ดี! ศีรษะหัวนี้เป็นของผู้ใหญ่บ้านป้อมตระกูลจ้าว! ส่วนอีกสองหัวข้างกันเป็นของลูกชายทั้งสองของมัน! หัวชาวฮั่นอย่างพวกเจ้า ฟันทีเดียวก็ขาดง่ายราวกับฟันแตง!”
