มู่หยงตูคุกเข่าอยู่ภายนอกกระโจมของถัวปาสิงมาได้ครึ่งชั่วยามแล้ว
เมื่อยามเย็นวานนี้ เขาจึงเพิ่งมาถึงค่ายใหญ่
ทหารสองพันห้าร้อยนายออกจากค่าย แต่ตอนกลับมาเหลือไม่ถึงหนึ่งพันห้าร้อย เสบียงถูกเผาจนหมด สิ่งของสัมภาระสูญหายไปกว่าครึ่ง ทหารบาดเจ็บต่างพยุงกันเดิน เสียงคร่ำครวญดังจากหน้าประตูค่ายเรื่อยมาจนถึงหน้ากระโจม
ค่ายใหญ่ของเซียนเปยทั้งค่ายพลันแตกตื่น ทหารต่างมุดออกจากกระโจม จับจ้องกองทหารที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นโคลน ไม่มีใครพูดอะไร
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ความพ่ายแพ้ยับเยินที่สุดนับแต่เซียนเปยยกทัพออกศึก จะเกิดจากแม่ทัพเฒ่าผู้ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด
ไม่รู้ว่าคุกเข่าอยู่นานเท่าใด ในที่สุดม่านกระโจมก็ถูกเปิดออก
ถัวปาสิงเดินออกมายืนตรงปากกระโจม ก้มมองคนทั้งสามที่คุกเข่าอยู่บนพื้น สีหน้าสงบนิ่ง สงบนิ่งเสียจนทหารคนสนิทข้างกายยังถอยหลังไปสองก้าว
“เงยหน้าขึ้น”
มู่หยงตู้เงยหน้าขึ้น
ถัวปาสิงจ้องมองใบหน้าของเขาอยู่นาน
ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเลือดแห้ง เบ้าตาลึกโหล ริมฝีปากแห้งแตก ดูราวกับไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายวันหลายคืน
“ทหารสองพันห้าร้อยนาย เสบียงถูกเผาจนหมด สัมภาระสูญหาย ทหารตายไปกว่าพันคน เจ้าบอกข้ามาว่าเกาหยางมีคนเท่าไร”
“ราวหนึ่งร้อยแปดสิบคน...”
“หนึ่งร้อยแปดสิบคน”
ถัวปาสิงทวนตัวเลขนั้น พยักหน้าแล้วหันหลังกลับ ก่อนจะตวาดเสียงดังกึกก้องขึ้นมาในทันใด
“คนหนึ่งร้อยแปดสิบคนทำให้ทหารสองพันห้าร้อยนายพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้รึ มู่หยงตู้ เจ้าติดตามข้ามาสิบกว่าปี ข้าให้เจ้าไปปราบพรานคนหนึ่ง แต่เจ้ากลับมาบอกข้าว่าถูกพรานตีจนหมดสภาพอย่างนั้นหรือ”
มู่หยงตู้ก้มศีรษะ หน้าผากแนบพื้น
“กระหม่อมมีความผิด กระหม่อมประเมินเกาหยางต่ำเกินไป เขาไม่เคยปะทะกับกระหม่อมซึ่งหน้าเลย เขาอาศัยภูมิประเทศ กลางวันวางกับดักและยิงธนูซุ่มสกัดความเร็วในการเดินทัพ กลางคืนก็คอยก่อกวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ให้ทหารได้พักผ่อน
กระหม่อมถูกเขาถ่วงเวลาอยู่หลายวัน จนทั้งคนทั้งม้าอ่อนล้า เขารั้งกำลังหลักของกระหม่อมไว้ในภูเขา ส่วนตนเองนำทหารชั้นยอดอ้อมไปด้านหลัง ลอบโจมตีค่ายใหญ่ของพวกเรา กระหม่อม...”
