ที่สี่แยกแยกทางกับกัวซ่วย เฉินฟานขี่จักรยานกลับบ้านคนเดียว
บ้านของเฉินฟานอยู่ในตัวเมืองใกล้ ๆ
ห่างจากโรงเรียนพอสมควร เป็นบ้านชั้นเดียวเล็ก ๆ ที่สร้างเองในหมู่บ้าน
ผลักประตูเหล็กสีดำที่ลอกล่อนออก ภาพแรกที่เห็นคือลานบ้านเล็ก ๆ ที่คุ้นตา
ลานบ้านไม่ใหญ่ แต่ดูแลกวาดถูสะอาดสะอ้าน
พ่อแม่ของเฉินฟานเป็นคนขยันทั้งคู่ ถึงกับแบ่งพื้นที่ทำแปลงผักเล็ก ๆ ในลาน ปลูกมะเขือ มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว และผักอื่น ๆ เต็มไปหมด
จอดจักรยานเรียบร้อย เฉินฟานก้าวเข้าไปในบ้าน
“พ่อ แม่ ผมกลับมาแล้ว”
“เสี่ยวฟานกลับมาแล้ว รีบไปล้างมือเตรียมกินข้าวได้แล้ว”
จากครัวด้านข้าง หลี่จิ่นชิว แม่ของเฉินฟานโผล่หน้าออกมาทักทาย
เมื่อมองใบหน้าที่คุ้นเคยนี้ เฉินฟานก็ร้อนผ่าวขึ้นที่ขอบตา แทบจะร้องไห้ออกมาตรงนั้น
พ่อแม่ของเฉินฟานเป็นพนักงานธรรมดา เฉินเจี้ยนเยี่ย พ่อของเขาทำงานที่โรงงานเซรามิก ส่วนแม่หลี่จิ่นชิวเป็นพนักงานโรงไฟฟ้า
อาจเป็นเพราะสาเหตุจากการทำงาน ในชาติก่อนพ่อของเฉินฟานอายุเพียงห้าสิบกว่า ๆ ก็ล้มป่วยหนักและเสียชีวิต
ส่วนแม่ก็ตรอมใจคิดถึงพ่อ หลังจากพ่อจากไปได้สามปีก็สิ้นลมตาม
ทั้งสองแทบไม่เคยได้อยู่กินอย่างสุขสบายเพราะลูกชายเลย
เฉินฟานควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พุ่งเข้าไปกอดแม่จากด้านหลังแน่น
“แม่ ผมคิดถึงแม่”
“เด็กคนนี้ จะเป็นอะไรไปอีกล่ะ”
หลี่จิ่นชิวยิ้ม พลางตบมือของเฉินฟาน
“ปล่อย ปล่อย แม่กำลังทำกับข้าว ระวังน้ำมันร้อน ๆ กระเด็นโดน”
“รีบไปล้างมือ ผัดอีกเมนูเดียวก็เสร็จแล้ว”
“ครับ!”
เฉินฟานหันหลังกลับ แอบปาดน้ำตาครั้งหนึ่ง ออกมานอกบ้านใช้น้ำเย็นล้างหน้าอย่างแรง ฉวยโอกาสล้างน้ำตาออกไปด้วย
“แม่ พ่อผมล่ะ”
“คืนนี้โรงงานทำโอที คงจะกลับเร็ว ๆ นี้”
เสียงแม่ดังมาจากครัว ส่วนเฉินฟานมองสำรวจบ้านนี้ด้วยความอาลัยอาวรณ์
ความจริงบ้านหลังเก่านี้ไม่ใหญ่เลย พื้นที่ใช้สอยจริงประมาณเจ็ดสิบตารางเมตร
สองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น พ่อแม่ใช้ห้องหนึ่ง เฉินฟานนอนอีกห้องหนึ่ง
ห้องนั่งเล่นตรงกลางมีตู้ชามไม้ทาสีแดงสไตล์เก่าวางอยู่
บนตู้วางโทรทัศน์สีจอตู้รุ่นยี่สิบเอ็ดนิ้วเครื่องใหญ่เทอะทะ
แทบจะเป็นของมีค่าราคาแพงเพียงชิ้นเดียวในบ้านนี้
ไม่มีโซฟา มีแค่เก้าอี้ไม้สีลอกหลายตัวตั้งอยู่
กลางห้องนั่งเล่นวางโต๊ะไม้เตี้ยทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสตัวหนึ่ง
บนโต๊ะไม้ปูกระเบื้องแผ่นใหญ่ที่มีรอยร้าว ซึ่งพ่อของเฉินฟานเอามาจากโรงงาน นี่ก็คือโต๊ะกินข้าวนั่นเอง
เฉินฟานเดินเข้าห้องนอนของตัวเอง มองห้องเล็ก ๆ ที่มีขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตร ทุกอย่างช่างคุ้นตาและชวนให้อาลัยอาวรณ์เหลือเกิน
ในห้องนอนมีเตียงเดี่ยว ตู้เสื้อผ้า ตรงตำแหน่งริมหน้าต่างขวามีโต๊ะหนังสือวางอยู่หนึ่งตัว
บนโต๊ะหนังสือปิดทับด้วยกระจกใส ข้างในอัดแน่นด้วยรูปถ่าย นอกจากรูปครอบครัวไม่กี่ใบ ที่เหลือล้วนเป็นภาพถ่ายของเฉินฟานตั้งแต่เด็กจนโต
ที่มุมห้องยังมีพัดลมตั้งพื้นตัวเดียวของบ้านวางอยู่
นอกจากนี้ ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้ว
ก็แค่บ้านหลังเล็ก ๆ เรียบง่ายแบบนี้ เฉินฟานกลับนอนอยู่ที่นี่มานานกว่าสิบปี
ค่ำนั้นพ่อของเฉินฟานเลิกงานกลับมา ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
ฟังพ่อแม่คุยกันว่า ลูกใครต่อใครสอบได้ดีแล้ว เฉินฟานก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้
“พ่อ แม่ ปีนี้ผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหนึ่งชั้นให้ได้ ให้พ่อกับแม่ได้ดีใจกับผมหน่อย”
เฉินเจี้ยนเยี่ยเหลือบมองลูกชาย แล้วพูดเนิบ ๆ ว่า
“จะสอบหนึ่งชั้นเหรอ? แกสอบติดมหาวิทยาลัยสองชั้นได้ ฉันก็จะจุดธูปขอบคุณฟ้าดินแล้ว”
หลี่จิ่นชิวกลับยิ้มปลอบโยนว่า “เสี่ยวฟาน ลูกอย่ามีกดดันมากเกินไป พ่อกับแม่ไม่ได้คาดหวังกับลูกขนาดนั้น สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็แค่ทำให้เต็มที่ก็พอ”
“ไม่ว่าจะสอบติดหรือไม่ พ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไรลูกหรอก”
เฉินฟานหมดอาลัยตายอยาก
ดูท่าทางพ่อกับแม่จะไม่มีความมั่นใจในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
“พ่อ บ้านเรายังมีเงินเท่าไหร่”
“แกถามทำไม”
“ถามดูเฉย ๆ”
เฉินเจี้ยนเยี่ยยกแก้วเหล้าจิบ “เรื่องนี้ถามแม่แกสิ พ่อไม่รู้”
หลี่จิ่นชิวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วว่า “เหมือนจะรวมทั้งหมดมีสองหมื่นกว่า สองหมื่นเจ็ดนะ”
“สองปีมานี้โรงงานพ่อกับแม่ก็ไม่ค่อยดี โรงงานพ่อยังค้างเงินเดือนพ่ออีกสองเดือนเลย”
เฉินฟานเสนอทันทีว่า “พ่อ ขายบ้านหลังเก่าบ้านเรานี่เถอะ แล้วเอามารวมกับสองหมื่นเจ็ดนั้นไปซื้ออาคารพาณิชย์ในตัวเมืองสักหลัง”
เฉินฟานจำได้ว่าในปี 2000 ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองลั่วเฉิงอยู่ที่ตารางเมตรละเก้าร้อยกว่าหยวนเท่านั้น
ซื้ออาคารพาณิชย์สักร้อยตารางเมตรก็ไม่ถึงหนึ่งแสนหยวน
สองหมื่นกว่าจ่ายดาวน์ อยู่ไปไม่กี่ปีแล้วขายต่อ ก็ทำกำไรได้เป็นสิบเท่าไม่มีปัญหา
ยังมีการลงทุนอะไรที่คุ้มกว่านี้อีกไหม?
เฉินฟานกำลังวางแผนอย่างอารมณ์ดี
แต่พ่อแม่ที่อยู่ข้าง ๆ กลับมองหน้ากันด้วยสีหน้ากังวล
“เด็กคนนี้... นี่เรียนมากไปจนเบลอแล้วหรือไง”
“จะซื้ออาคารพาณิชย์? แกรู้ไหมว่าตอนนี้ราคาอาคารพาณิชย์เท่าไหร่”
“มันแพงชนิดที่ว่าคิดไม่ถึงเลยนะ”
“รองผู้จัดการโรงงานเราเมื่อก่อนที่ซื้ออาคารพาณิชย์นั่น ใช้ไปตั้งเป็นแสนกว่าหยวนแน่ะ สุดท้ายอยู่ได้ไม่ถึงสองปี เขาก็ขายไปแล้ว”
เฉินฟานเกิดสนใจขึ้นมาทันที
“ทำไมถึงขายล่ะ”
“ทำไมน่ะเหรอ?”
เฉินเจี้ยนเยี่ยวางแก้วเหล้า เหลือบมองลูกชาย
“ก็แน่นอนสิ เพราะราคาแพงเกินไปไง”
“คนอื่นเขาฉวยจังหวะที่ตอนนี้ราคาบ้านแพงขายบ้านออกไป แล้วเช่าบ้านอยู่ รอให้ราคาบ้านลดลงมาค่อยซื้อคืนในราคาถูก ประหยัดได้ตั้งหลายหมื่น”
“นี่ถึงจะเรียกว่าคนฉลาดจริง ๆ ไม่งั้นเขาจะได้เป็นรองผู้จัดการโรงงานได้ยังไง”
เฉินฟาน “...”
“เงินบ้านเรานี่ เก็บไว้ให้แกเรียนจบแล้วใช้หางานแต่งเมียนะ”
“ซื้อบ้านอะไรกันดี ๆ สมองคงโดนลาถีบถึงได้คิดซื้อบ้านตอนนี้”
...
กลางคืนนอนอยู่บนเตียง เฉินฟานพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ
ดูท่าทางเรื่องอยากให้พ่อแม่ซื้อบ้านนี้คงต้องพักไว้ก่อน
ตัวเองเกิดใหม่มา ยังไงก็ต้องสร้างธุรกิจหาเงินให้ได้
ในชาติก่อนเฉินฟานรู้สึกมาตลอดว่าค้างคาซูรั่วฉู
ดังนั้นชาตินี้เขาจึงต้องชดเชยให้อีกฝ่ายอย่างเต็มที่
ตัวเองจะสร้างอาณาจักรธุรกิจขึ้นมาใหม่ ให้ซูรั่วฉูได้อยู่เคียงข้างเห็นทุกสิ่ง รับรู้ทุกสิ่ง
ในเมื่อหนทางนี้ทางพ่อแม่เดินไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว
เฉินฟานนอนบนเตียงครุ่นคิดว่าจะเริ่มต้นสร้างธุรกิจหาเงินก้อนแรกได้อย่างไร
พูดตามตรง ในฐานะผู้เกิดใหม่ ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของเขาคือการหยั่งรู้อนาคต
ที่จริงนี่ก็เพียงพอแล้ว
ในฐานะผู้ข้ามภพที่รู้แนวโน้มการพัฒนาในอีกกว่ายี่สิบปีข้างหน้า
เฉินฟานรู้อย่างชัดเจนทุกนโยบาย แผนพัฒนาประเทศ การเลื่อนขั้นของผู้นำ คลื่นผู้ประกอบการ...
ที่จริงแล้วในฐานะผู้เกิดใหม่ ถ้าอยากหาเงินเร็ว ๆ ก็ไม่พ้นอยู่ไม่กี่อย่าง
ซื้อบ้าน ซื้อเหมือง หุ้น...
เฉินฟานจำได้ว่าในปี 2000 ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ผู่ซีหรือเซินเจิ้นก็อยู่ที่ตารางเมตรละสี่พันกว่าหยวนเท่านั้น
แล้วก็เวลานี้เข้าถือหุ้นเหมาจื่อ ฉีเอ๋อ ไป๋ตู้ เถาเป่า นี่แหละคือจังหวะที่ดีที่สุดแน่นอน
ในนี้ไม่ว่าจะตัวไหน ขอแค่เฉินฟานวางแผนล่วงหน้าเข้าไป ก็มากพอจะทำกำไรมหาศาลในอนาคต
แน่นอน ในอนาคตยังมีตัวเลือกที่ดีกว่านั้นอีก
นั่นก็คือซื้อบิตคอยน์
เฉินฟานจำได้ว่าไอ้นี่เกิดในปี 2009
ตอนเพิ่งออกมายังไม่ถึงหนึ่งเซนต์ต่อหนึ่งเหรียญ คือประมาณหกเจ็ดหยวนก็ซื้อบิตคอยน์ได้เป็นพันเหรียญ
และพอถึงปี 2021 มูลค่าบิตคอยน์ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเกือบเจ็ดหมื่นดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งเหรียญ
ถ้าวางแผนล่วงหน้า เก็บสะสมบิตคอยน์ไว้หลายล้านเหรียญ
กะเวลาให้ดีตอนปี 2021 ที่จุดสูงสุดค่อยขาย
ตอนนั้น ความมั่งคั่งของตัวเองก็จะเป็นแค่ตัวเลขจำนวนหนึ่งที่นับไม่หมดเท่านั้นจริง ๆ
แต่ของพวกนี้ ไม่ว่าจะซื้อบ้าน ซื้อเหมือง หรือเล่นหุ้น ล้วนต้องใช้เงินทุนตั้งต้นจำนวนมาก
ส่วนตัวเขาตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวรวมกันมีเงินค่าขนมแค่สิบกว่าหยวน
“เฮ้อ มองเห็นแต่จับต้องไม่ได้ ทรมานจริง”
“ดูท่าทางคงต้องหาทางหาเงินทุนก้อนแรกมาให้ได้ก่อน”
เฉินฟานส่ายหน้าถอนหายใจ วางเรื่องนี้ไว้ก่อนชั่วคราว
เรื่องเงินก้อนแรกค่อยว่ากัน ตอนนี้ยังมีเรื่องที่สำคัญกับตัวเองยิ่งกว่า
นั่นก็คืออีกไม่นานก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ตัวเองต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับซูรั่วฉูให้ได้
ในความทรงจำ ปีนี้ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี มันระดับโหดนรกแตก ส่งผลให้นักเรียนออกจากห้องสอบแล้วส่งเสียงโอดครวญเป็นแถบ ๆ
แล้วปีนี้คะแนนเส้นต่ำก็ไม่สูงด้วย
เส้นคะแนนหนึ่งชั้นแค่ 535 คะแนน คะแนนรับเข้าของมหาวิทยาลัยหยุนไห่ดูเหมือนจะ 553 คะแนน
และในชาติก่อนที่ซูรั่วฉูสอบเข้าได้ก็คือมหาวิทยาลัยหยุนไห่
ในความมืด เฉินฟานนอนบนเตียง นัยน์ตาลุกวาว
“553... ต้องเอาให้ได้!”