“คุณ...คุณอย่าบ้าบิ่นนะ”
จ้าวหลงฉีรู้สึกกลัวขึ้นมา
ถ้าเป็นคนอื่นบางทีเขาอาจจะดิ้นรนสักหน่อย
แต่เมื่อกี้ที่จ้องตาเฉินฟาน เขารู้เลยว่าไอ้นี่คิดจะฆ่าเขาจริง ๆ
คนบ้า
ต้องเป็นคนบ้าชัวร์
ฉันจะไปเอาบ้าอะไรมาต่อปากต่อคำด้วย
ชีวิตฉันมีค่าจะตาย เอาชีวิตต่ำ ๆ ของมันมาแลก ขาดทุนแย่เลยไม่ใช่หรือไง
ใช้เวลาเพียงสามวิ จ้าวหลงฉีก็คิดออก
“ฉัน...ฉันตกลง”
น้ำเสียงของจ้าวหลงฉีอ่อนลงทันที มีแววอ้อนวอนเล็กน้อย
“ต่อไปนี้เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”
เห็นเฉินฟานยังไม่ยอมขยับ จ้าวหลงฉีเลยพูดเสริมอีก
“ฉันพูดคำไหนคำนั้น”
มือของเฉินฟานค่อย ๆ ปล่อยออก
“ไสหัวไป!”
จ้าวหลงฉีถอยร่นไปอย่างรวดเร็วสองก้าว แล้วรีบหลบไปข้างหลังเพื่อนสามคนนั้น
เหลือบมองเฉินฟานอย่างหวาดกลัวอยู่บ้าง
“เราไป”
ถึงขั้นไม่มีกึ๋นจะทิ้งคำขู่ไว้เลยสักคำ หันหลังเดินจากไปทันที
เขาไม่อยากมีเรื่องกับคนบ้าคนนี้
พอจ้าวหลงฉีจากไปอย่างหางจุกตูด เพื่อนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็กรูกันเข้ามา
“น้องสี่ แกบ้าไปแล้ว”
มือแกเลือดออก
“จะไปโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทำแผลไหม”
พวกนั้นพูดจ้อกันอย่างร้อนรน มีเพียงซูรั่วฉูที่ยังเงียบสงัด แล้วรีบสาวเท้าไปตรงหน้าเฉินฟาน
เธอดึงมือข้างที่เจ็บขึ้นมา ตรวจดูบาดแผลอย่างละเอียด
เห็นเลือดยังไหลซึมอยู่ ซูรั่วฉูก็เงยหน้ามองเฉินฟาน
แววตาที่แสนซับซ้อน ทั้งเอ็นดูสงสาร ทั้งรู้สึกผิดโทษตัวเอง และแฝงความต่อว่าเล็กน้อย...
เฉินฟานรู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี จึงหัวเราะแหะ ๆ พูดอย่างกระอักกระอ่วน
