“หุบปาก เก็บแรงไว้หายใจ” เสิ่นจิงหานกระชับตัวนางขึ้น ก่อนเดินหน้าต่อ
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หู่จื่อก็หยุดลงหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง
ทั้งสี่หมอบอยู่หลังโขดหิน แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวเข่ามองลงไป
ภาพตรงก้นหุบเขาปรากฏชัดเต็มตา
กระท่อมไม้หลายสิบหลังเรียงต่อกันเป็นแถบ รอบด้านล้อมด้วยรั้วสูงที่ทำจากท่อนไม้เหลาปลายแหลม
ทั้งสี่มุมมีหอเฝ้าระวังตั้งอยู่ ด้านบนมีคนถือคบเพลิงเดินไปมา
เบื้องล่างไม่มีการก่อกองไฟ แต่ปล่องควันอิฐขนาดใหญ่ห้าหกปล่องกลับพ่นควันดำออกมา
ซ่งจื้ออี้จ้องปล่องควันเหล่านั้น
“มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล” เสิ่นจิงหานเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“ตรงไหนหรือ?” ซ่งจื้ออี้ถาม
“สีของควัน กับกลิ่นที่ลอยมาตามลม” เสิ่นจิงหานจับจ้องโรงงานที่ใหญ่ที่สุด “การถลุงเหล็กต้องใช้ความร้อนจากเตาสูงมาก ควันจะออกแดง แต่นี่เป็นควันดำสนิท กลิ่นยังเปรี้ยวฉุนจมูกด้วย”
ความรู้ด้านเคมีผุดขึ้นในหัวซ่งจื้ออี้อย่างรวดเร็ว
“พวกเขากำลังหลอมทองแดง” นางโพล่งออกมา
เสิ่นจิงหานหันมามองนาง แววชื่นชมวาบผ่านดวงตา
“หลอมทองแดง?” ลู่เสี่ยวหม่านเกาหัว “ทำกะละมังทองแดงหรือกระจกทองแดงหรือ?”
“ทำเงิน” เสิ่นจิงหานตอบสั้น ๆ
บรรยากาศพลันเงียบกริบ
หล่อเหรียญทองแดงเถื่อน
กฎหมายราชวงศ์เหลียงระบุว่า การผลิตอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นกบฏ ต้องประหารทั้งตระกูล
ส่วนการหล่อเหรียญทองแดงเถื่อน เท่ากับขุดรากถอนโคนแผ่นดิน โทษคือประหารเก้าชั่วโคตร
เฉิงจือเหยี่ยนเลี้ยงกองกำลังส่วนตัวอยู่ที่หลิงหนาน เงินมาจากไหน?
การค้าขายเกลือเถื่อนเป็นหนทางหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ
วิธีที่เร็วที่สุดก็คือผลิตเงินขึ้นมาเอง
“มิน่าหานซื่อถึงบอกว่าเรือกลางคืนกินน้ำลึก” ซ่งจื้ออี้เข้าใจขึ้นมาทันที “แร่ทองแดงหนักกว่าแร่เหล็ก พวกเขาขนแร่ทองแดงเข้ามา แล้วขนเหรียญปลอมออกไปปะปนในตลาด”
