สามวันต่อมา
ซ่งจื้ออี้ลืมตาขึ้น
ฟางบนหลังคาเริ่มเหลืองซีด
ปลายจมูกได้กลิ่นยาฉุนเข้ม
นางขยับนิ้วมือเล็กน้อย กระดูกทั่วร่างปวดระบมไปหมด
“ท่านหมอซ่งฟื้นแล้ว!” พี่สะใภ้หลินถือชามยาเดินเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
สิ่งแรกที่ซ่งจื้ออี้นึกถึงคือหญ้ากู่ตัดไส้ ครั้นเห็นมันอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ นางจึงค่อยคลายใจ
“คุ้มแล้ว” ริมฝีปากแห้งแตกของซ่งจื้ออี้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
จ้าวเฟิงก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนคุกเข่าข้างเดียวลงข้างเตียง
“ข้าน้อยบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่อาจห้ามฮูหยินไว้ได้ ขอฮูหยินลงโทษด้วยขอรับ” จ้าวเฟิงก้มหน้า
“ลุกขึ้นเถอะ” เสียงซ่งจื้ออี้แหบพร่าเล็กน้อย “ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าเป็นคนไปเอง เสี่ยวหมั่นกับหู่จื่อเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไข้ของพี่ลู่ลดแล้ว เนื้อที่ขาก็เริ่มงอกขึ้นมา ส่วนพี่หู่จื่อสูดไอหมอกพิษเข้าไปเล็กน้อย ดื่มยาสองวัน ตอนนี้ลงจากเตียงไปผ่าฟืนได้แล้วขอรับ” จ้าวเฟิงรายงานตามจริง
ซ่งจื้ออี้พยักหน้า
นางยันขอบเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง
ความเจ็บแปลบพลันแล่นขึ้นมาจากส่วนลึกในอก
พร้อมกับอาการเวียนศีรษะจนหน้ามืด
ซ่งจื้ออี้กุมหน้าอก พยายามกลั้นอาการไอที่จุกอยู่ในลำคอ
นางยื่นมือขวาไปจับชีพจรที่ข้อมือซ้ายของตน
ชีพจรจมและเล็ก ฝืดติดขัดไม่คล่องตัว
เส้นลมปราณปอดพร่องและเย็น
พิษหมอกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ
ในทางการแพทย์สมัยใหม่เรียกภาวะนี้ว่า พังผืดในปอดชนิดที่ไม่อาจฟื้นคืน
หมอหลวงบอกว่าพิษทำลายอวัยวะภายในทั้งห้าแห่งของเสิ่นจิงหาน อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ได้อีกครึ่งปี
ชีพจรของนางตอนนี้เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไร
พื้นฐานร่างกายนี้อ่อนแออยู่แล้ว เมื่อต้องฝืนเข้าไปในหุบเขาคนตาย แล้วยังสูดไอหมอกพิษเข้มข้นเข้าไป รากฐานของร่างกายก็พังทลายลงแล้ว
ซ่งจื้ออี้ชักมือกลับ
“จ้าวเฟิง”
“ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ”
“เตรียมม้า ไปจ้างรถม้าที่กว้างขวางมาคันหนึ่ง แล้วปูฟูกหนา ๆ ไว้ด้วย” ซ่งจื้ออี้เปิดผ้าห่มแล้วลงจากเตียง