เจ็บไหม ก็ต้องเจ็บสิ เสิ่นปิงฉือรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองน่าอายสุดๆ น่าอายมากๆ
ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ก่อนจะเช็ดน้ำตาที่คางอย่างบอบบาง แล้วส่งเสียงอือเบาๆ
ข้อนิ้วมือของเซี่ยอวี่หลี่แตะลงบนแก้มเนียนละเอียดของเธอ ค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้เธอทีละนิด อย่างใจเย็น พร้อมกับลูบไล้แก้มเธอเบาๆ:
“ขอโทษนะครับคุณเสิ่น ทำอาหารให้ผม กว่าจะได้กินนี่คุณลำบากมากเลย”
เซี่ยอวี่หลี่ยิ่งทำแบบนี้ เสิ่นปิงฉือก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย ผ่อนคลายได้เร็ว จมอยู่กับอารมณ์ของตัวเอง แล้วพูดสะอึกสะอื้น:
“ฉันหั่นผักไม่เป็นนะ พ่อครัวสอนนานเท่าไหร่ก็ไม่เคยทำได้ ผักที่หั่นออกมาก็ทั้งน่าเกลียดทั้งเละ ฉันก็เลยซ้อมไปเรื่อย นิ้วโดนบาดไปหลายครั้ง เลือดออกเยอะมาก เช็ดเท่าไหร่ก็เช็ดไม่หมด แล้วมันก็ไหลไปเรื่อย.......”
“ตอนต้มซุปก็เหมือนกัน ร้อนเกินไป ฉันยกไม่ไหว มันหนัก เกือบหล่นใส่เท้า อุตส่าห์ยกออกมาได้ มือก็แดงเป็นรอยร้อนไปหมด”
“ตอนทอดปลานี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย น้ำมันกระเด็นใส่หน้าฉันเต็มไปหมด ตอนนั้นกลัวมากเลยว่ากลับไปจะเป็นรอยแผลเป็น.......”
เสิ่นปิงฉือกลัวความเจ็บมาตั้งแต่เด็ก เลือดออกนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่เคยออกสักกี่ครั้ง ก็เลยทนกับเรื่องพวกนี้ไม่ไหว
ก่อนหน้านี้เธอไม่รู้เลย แค่ทำกับข้าวเนี่ยนะ มันอันตรายขนาดนี้เลยเหรอ!
เธอเหมือนถั่วฝักหนึ่ง พ่นถั่วใส่เซี่ยอวี่หลี่ไม่หยุด พ่นเรื่องทุกข์ใจออกมา พอเริ่มแล้วก็หยุดไม่ได้ ยิ่งพูดก็ยิ่งได้อารมณ์
เซี่ยอวี่หลี่ตั้งใจฟังอยู่ พยักหน้าอือเบาๆ เป็นครั้งคราวเพื่อบอกว่าตัวเองกำลังฟังอยู่ จากนั้นก็ดึงกระดาษจากกล่องด้านข้างมาช่วยเช็ดน้ำตาให้เธอ
พลางถือโอกาสจัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของเธอ เช็ดเหงื่ออ่อนๆ ตรงใบหูของเธอ ประหนึ่งกำลังดูแลเจ้าแมวเหมียวสุดที่รักของตัวเอง
พอเสิ่นปิงฉือพูดจบ เซี่ยอวี่หลี่ยังคงเล่นปลายนิ้วของเธอพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “เพื่อความชัวร์ ผมจะให้หมอส่วนตัวของผมมาดูมือคุณให้”
