จากนั้นเธอก็เลื่อนสายตาออกไปอย่างเฉยชา
เสิ่นหลีคิดว่าพอหมดคาบแล้วจะลองถามหัวหน้าห้องดูได้ไหมว่าจะขอสลับที่นั่ง เธอไม่อยากนั่งตรงนี้
พอถึงเวลาเลิกเรียน ทั้งสี่คนก็ยังไม่ตื่น
กระทั่งนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่มัดผมหางม้าหลวม ๆ อุ้มหนังสือเดินมาข้างกายเซี่ยฉิน เธอลูบกระโปรงก่อนย่อตัวลงเก็บเสื้อคลุมของเขา
“เซี่ยฉิน? เซี่ยฉิน...” เธอตบไหล่เขาเบา ๆ พลางเรียกด้วยน้ำเสียงหวานใส “เซี่ยฉิน เลิกเรียนแล้วนะ เสื้อคลุมที่ตกอยู่บนพื้น ฉันเก็บขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะให้แล้ว”
เธอปัดฝุ่นบนเสื้อคลุมให้ด้วย
เซี่ยฉินถูกปลุกให้ตื่น ดวงตาที่งัวเงียปรือปรอยฉายแววหงุดหงิด คงเป็นเพราะยังนอนไม่เต็มอิ่มแล้วยังถูกปลุก เขาจึงเสยผมอย่างรำคาญ “ไสหัวไป!”
“เลิกเรียนแล้ว ฉันหวังดีปลุกนายแท้ ๆ ยังมาทำท่าทางแบบนี้อีก คนอย่างนาย... ต่อไปฉันไม่พูดด้วยแล้ว!”
หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกเขาหยามต่อหน้าคนอื่นจนเสียหน้า โกรธจนกระทืบเท้า ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
“แม่งเอ๊ย ยัยโง่”
เซี่ยฉินหยิบเสื้อคลุมบนโต๊ะที่มีคนแตะต้องแล้วโยนลงถังขยะ
สวี่โจวหยวนเองก็เพิ่งตื่นเพราะเสียงรบกวน ไม่นานก็อุทานว่า “เชี่ย ฉินเกอ ฉันจำได้ว่าเสื้อตัวนี้นายเพิ่งซื้อมาเป็นหมื่น ๆ เลยนี่นา จะทิ้งก็ทิ้งเลยเหรอ นายรวยจนไม่เห็นหัวใครจริง ๆ”
สีหน้าเซี่ยฉินแสดงความหงุดหงิดออกมาชัดเจน
เสิ่นหลีตื่นเอาตอนเหลือเวลาอีก 20 นาทีก่อนหมดคาบ พอลืมตาขึ้นมา นักศึกษาหญิงในห้องก็ทยอยออกไปเกือบหมดแล้ว
อาจารย์สั่งงานให้เขียนรายงานวิเคราะห์ทฤษฎีเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากงานคลาสสิกทางปรัชญา
จ้าวโจวหยวนถามว่า “เธอจะทำรายงานชิ้นนี้ไหม?”
เสิ่นหลีพยักหน้า “อืม ทำสิ”
จ้าวโจวหยวนว่า “เดี๋ยวส่งหัวข้อมาให้ฉันนะ ถึงตอนนั้นเรามาทำด้วยกัน”
“ได้”
เสิ่นหลีเก็บของเรียบร้อย สวมหน้ากากอนามัย แล้วเดินออกจากประตูหลังห้องเรียนไปพร้อมหัวหน้าห้อง
โจวหมิงอวี่บ่นขึ้นมาว่า “คนนี้ทำเป็นวางท่าจริง ๆ”
“เรียนมัธยมยังไม่รอด ยังคิดจะสร้างชื่อในวิทยาลัยอาชีวะอีกหรือไง?”
“ก่อนหน้านี้มัวไปทำอะไรอยู่ล่ะ”
นาน ๆ ทีสวี่โจวหยวนจะพูดแทนเสิ่นหลี “ฉันไม่เห็นด้วยกับนายหรอก บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจอยากกลับตัวกลับใจ ตั้งใจเรียนก็ได้”
“จริงไหม ฉินเกอ?”
เซี่ยฉินเล่นไฟแช็กโลหะในมือ หมุนมันไปมาสองสามรอบ ก่อนก้มตาลงพูดเสียงเบาว่า “ทำเป็นวางท่าจริง ๆ”
โจวหมิงอวี่ว่า “เห็นไหม ฉินเกอของพวกเราเจอสาวมาไม่รู้กี่คนแล้ว สายตาเคยพลาดเสียที่ไหน?”
คะแนนที่ใช้เข้ามหาวิทยาลัยเฉิงเต๋อมีแค่ร้อยสองร้อยคะแนน สอบแบบส่ง ๆ หลับตายังเข้าได้ ส่วนคนที่เข้าไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่ไม่คิดจะเอาอะไรกับชีวิตอยู่แล้ว
สวี่โจวหยวนว่า “คนเราก็ต้องคบคนประเภทเดียวกัน นายยังจะหวังให้วิทยาลัยห่วย ๆ แบบนี้มีเด็กผู้หญิงเรียบร้อยอีกหรือไง?”
“ล้อเล่นอยู่หรือไง?”
พวกเซี่ยฉินไม่เหมือนคนอื่น ครอบครัวของพวกเขาพอมีฐานะ ต่อให้ไม่เรียนหนังสือ ใช้ชีวิตเหลวไหลไปอีกไม่กี่ปี ก็กลับไปสืบทอดกิจการที่บ้านได้แล้ว
...
ตารางเรียนมหาวิทยาลัยมักจัดเป็นคาบยาว เรียนต่อเนื่องกันครั้งละหนึ่งถึงสองชั่วโมง
หลังเลิกเรียนคาบสุดท้าย จ้าวโจวหยวนก็ไปซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ กับเสิ่นหลีเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัว
ตอนออกจากบ้าน เธอแทบไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาด้วย
มหาวิทยาลัยเฉิงเต๋อไม่เพียงแย่ แต่สภาพแวดล้อมก็ยังไม่ดีเท่าโรงเรียนมัธยมที่อยู่ข้าง ๆ ถนนกำลังปรับปรุง พวกเธอจึงต้องอ้อมไปเข้าทางประตูตะวันตก ใช้เวลาเดินราว 10 นาที
เสิ่นหลีเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “หัวหน้าห้อง ฉันขอเปลี่ยนที่นั่งได้ไหม?”
จ้าวโจวหยวนไม่เคยเป็นหัวหน้าห้องมาก่อน ตำแหน่งนี้เธอเสนอตัวเองทั้งนั้น
คนอื่น ๆ ก็ไม่อยากแย่ง เพราะเป็นงานที่เหนื่อยแต่ไม่ได้อะไร แถมไม่มีอำนาจอะไรด้วย มีแค่เรียกแล้วฟังดูดีเท่านั้น คำว่า ‘หัวหน้าห้อง’ ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ
“เรื่องนี้... อาจจะยากหน่อย แต่ฉันจะช่วยเต็มที่นะ จะลองถามคนอื่นให้ว่าเขายอมสลับที่นั่งกับเธอไหม”
สองทุ่มครึ่ง
ที่บาร์ดนตรี ‘เย่เซ่อ’ เซี่ยฉินนั่งถ่างขา มือถือไพ่หลายใบ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วทิ้งไพ่ใบหนึ่งลงบนโต๊ะ
พี่น้องสามสี่คนต่างพาแฟนสาวมาด้วย “ฉินเกอ ปล่อยให้นายออกไปได้ยังไง? ฉันไม่เชื่อหรอกว่ารอบนี้นายจะชนะอีก!”
เฉียวหล่างลงไพ่ 2 แล้วบอกจำนวนไพ่ในมือ “เหลืออีก 3 ใบ”
สวี่โจวหยวนว่า “ฉินเกอ แฟนนายมาแล้ว”
ซ่งเยว่เวยมาถึงช้า เธอสวมกระโปรงไหมพรมของชาแนล ท่อนบนเป็นเสื้อคอลึกโชว์เอว เนินอกขาวผ่องอวบอิ่มแทบล้นออกมา รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ผมหยักศกยาวสยายลงบนไหล่ กระเป๋าที่ถืออยู่เป็นรุ่นลิมิเต็ดของแอลวีที่เซี่ยฉินซื้อให้
พอเธอมาถึง คนรอบข้างก็ขยับที่ให้โดยอัตโนมัติ ซ่งเยว่เวยนั่งลงข้างเขา “ขอโทษนะ พอดีสภานักศึกษาที่มหาวิทยาลัยมีธุระกะทันหัน เลยมาสาย”
“ฉันดื่มลงโทษตัวเองแก้วหนึ่งแล้วกัน”
สวี่โจวหยวนแซวเสียงดังว่า “พี่สะใภ้คนที่สิบสองรู้ธรรมเนียมดีนี่!”
พี่สะใภ้คนที่สิบสองก็คือแฟนสาวคนที่สิบสองที่เขาคบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ซ่งเยว่เวยได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้โกรธ อย่างไรเสียเซี่ยฉินก็ขึ้นชื่อเรื่องเปลี่ยนแฟนบ่อยอยู่แล้ว แม้เธอจะไม่ถึงกับยอมรับคำเรียกนี้ได้เต็มปาก แต่กลับรู้สึกสุขใจอยู่ลึก ๆ ที่ทุกคนยอมรับสถานะของเธอ
ซ่งเยว่เวยหยิบแก้วเหล้าตรงหน้าเซี่ยฉินขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ “อาฉิน วันนี้ฉันไม่สะดวก นายช่วยดื่มแทนฉันได้ไหม?”
สวี่โจวหยวนส่งเสียงจิ๊ปาก “เป็นประจำเดือนแล้วยังออกมาตอนดึกทำไม แบบนี้เดี๋ยวฉินเกอจะต้องทรมานตอนพาเธอไปเปิดห้องน่ะสิ?”
“หรือจะให้ลุยศึกทั้งที่เลือดท่วมตัว?”
เซี่ยฉินเองก็เป็นคนที่เล่นมุกด้วยได้ เขายกมุมปากยิ้ม “ไสหัวไปให้หมด!” ว่าแล้วก็รับแก้วเหล้าจากมือซ่งเยว่เวย ยกดื่มวิสกี้จนหมด โดยจงใจดื่มตรงขอบแก้วที่เธอเพิ่งแตะริมฝีปากลงไป
“หมดสนุกแล้ว ไม่เล่นแล้ว” เซี่ยฉินเอนตัวลงพิงพนักอย่างไม่ถือท่า ไขว่ห้าง ซ่งเยว่เวยยิ้มอย่างพอใจ ก่อนแนบตัวติดกับเขาแล้วซบลงบนอก เธอเงยหน้ามองเขา “ช่วยดูให้หน่อยสิว่าลิปสติกฉันเลอะไหม”
กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอลอยมาแตะจมูก เจือความเย้ายวนอยู่หลายส่วน เซี่ยฉินจับคางเธอไว้ เอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาดูจริงจังขึ้น ก่อนมองไปยังริมฝีปากแดงของเธอ
“ที่รัก แป้งตกร่องแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้คนข้าง ๆ หัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ พี่สะใภ้คนที่สิบสองอยากให้นายจูบต่างหาก ไม่ได้อยากให้นายดูว่าแป้งตกร่องหรือเปล่า นายไม่รู้จักบรรยากาศเอาเสียเลย”
“จูบเลย! จูบเลย!”
คนกลุ่มหนึ่งเริ่มส่งเสียงโห่แซวขึ้นมาทันที
ซ่งเยว่เวยหน้าแดงก่ำในพริบตา
‘ซ่า ๆ’ ไม่รู้ว่าโทรศัพท์ของใครวางอยู่บนโต๊ะ จู่ ๆ ก็สั่นเสียงดังขึ้นมาอย่างขัดจังหวะ
หญิงสาวคนหนึ่งรีบได้สติแล้วพูดว่า “ขอโทษค่ะ ฉันลืมปิดเสียงโทรศัพท์”
เวลาออกมาเที่ยวเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ พวกเขามีกฎว่าต้องปิดเสียงโทรศัพท์ หรือไม่ก็ปิดเครื่องไปเลย
“ขอดูหน่อย ใครส่งข้อความมาให้เธอ”
สวี่โจวหยวนหยิบโทรศัพท์ของแฟนสาวขึ้นมาตรวจดู พอกดเปิดข้อความก็เห็นว่าจ้าวโจวหยวนเป็นคนส่งมา “น่าสนใจดีนี่”
“ฉินเกอ ดูสิ เป็นเพราะนายดุเกินไปแท้ ๆ ถึงทำให้เธอหนีไป”
ซ่งเยว่เวยถามว่า “มีอะไรเหรอ?”
