“ทำเป็นอะไรไป”
ได้ยินเสียงด่าจากด้านหลัง เสิ่นหลีก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเองก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
เสิ่นหลีทนกลิ่นบุหรี่ที่คลุ้งอยู่ในห้องแอร์ปิดทึบไม่ไหว กลิ่นยิ่งเข้มขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังไม่มีทางจางลงได้ในเวลาอันสั้น
เธอกินไปพอเป็นพิธีสองสามคำ ก่อนหิ้วกระเป๋าเดินทางออกจากร้าน
เสิ่นหลีเดินออกทางประตูหน้า พอเธอออกไป ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทางประตูหลัง เป็นนักศึกษาชายที่เพิ่งกลับมาจากสนามบาสของมหาวิทยาลัย
“แม่งเอ๊ย ไอ้พวกโง่ภาควิชาวิศวกรรมโยธานั่น เล่นบาสยังอุตส่าห์เล่นสกปรก เกือบโดนพวกมันเล่นงานเข้าแล้วไหมล่ะ”
“ทีมบาสตัวจริงของพวกมันเคยเรียนมัธยมที่เดียวกับพี่ฉิน แย่งตำแหน่งหัวโจกโรงเรียนสี่จากพี่ฉินมาตลอด คราวก่อนตีกันยกพวก ไอ้ตุ๊ดนั่นขี้ขลาดหนีไปเอง พี่ฉินของพวกเราถูกฟันไปทีหนึ่ง ยังไม่ร้องสักแอะ”
คนที่สวมเสื้อบาสสีดำหมายเลข 7 ก็คือเซี่ยฉิน
เซี่ยฉินตัวสูงมาก สูงถึง 187 เซนติเมตร ในหมู่พวกเพื่อนที่อยู่ข้างกาย เขาก็โดดเด่นราวกับไก่ฟ้าในฝูงไก่ เซี่ยฉินผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง คาบอมยิ้มไว้ในปาก ท่าทางเกียจคร้าน ไม่แยแสโลกและไม่เกรงกลัวอะไรนัก คางที่เชิดขึ้นเล็กน้อยกับหางตาเรียวยาวที่หรี่ลงพลันเหลือบเห็นร่างบอบบางสูงโปร่งที่ผ่านเข้ามาในหางตา เขาจึงปรายตามองไป
ด้านนอกแดดกำลังร้อนจัด เสิ่นหลีอดกางร่มไม่ได้ เธอลากกระเป๋าเดินทางออกจากร้าน พอดีบดบังสายตาคู่นั้นไป
ประตูทำไว้ค่อนข้างเตี้ย ทุกครั้งที่มาเซี่ยฉินจึงชินกับการเอียงศีรษะหลบโดยไม่รู้ตัว
พอเห็นคนที่มา ซ่งเยว่เวยก็ยกมือเรียกเขา “เซี่ยฉิน ทางนี้”
สวี่โจวหยวนถาม “พี่ฉิน เอาน้ำมอลต์สองกระป๋องไหม?”
น้ำเสียงของเซี่ยฉินฟังเย็นชา แต่ก็ยังเจือความเป็นวัยรุ่นอยู่ “อะไรก็ได้”
พอเห็นเซี่ยฉินมา เพื่อนสาวที่นั่งข้างซ่งเยว่เวยต่างก็รู้กาลเทศะ พากันขยับหลีกที่นั่งให้
เซี่ยฉินก้าวข้ามม้านั่งไม้ตัวยาวด้วยขายาว ๆ แล้วนั่งลงข้างซ่งเยว่เวย โต๊ะตัวนี้เล็กเกินไปสำหรับเขา ขายาว ๆ เหยียดไม่ถนัด จึงได้แต่เหยียดขาออกไปอย่างไม่เกรงใจ
ซ่งเยว่เวยใช้เมนูพลาสติกพัดให้เขาอย่างเอาใจใส่ “แข่งชนะไหม?”
สวี่โจวหยวนตอบ “มีพี่ฉินอยู่ทั้งคน จะมีแชมป์รายการไหนที่คว้ามาไม่ได้ล่ะ”
ซ่งเยว่เวยว่า “น่าเสียดายจัง ถ้าไม่ติดงานสภานักศึกษา ฉันไม่มีทางพลาดการแข่งขันของคุณแน่”
พอเห็นสวี่โจวหยวนที่สั่งอาหารเสร็จแล้วเดินกลับมา ซ่งเยว่เวยก็ขยับให้เพื่อนสาวที่นั่งอีกข้างของเซี่ยฉินเลื่อนไปนั่งห่างออกไปอีกหน่อย
สวี่โจวหยวนหยิบเบียร์เย็น ๆ มาสองกระป๋อง วางตรงหน้าเซี่ยฉิน “แม่บ้านใหญ่จริง ๆ ไม่ยอมให้ผู้หญิงนั่งข้างพี่ฉิน ระวังตัวแจเลยนะ”
ซ่งเยว่เวยตอบ “ฉันรู้ว่าคุณกับอาฉินสนิทกัน ก็เลยอยากให้พวกคุณนั่งด้วยกัน”
“แบบนี้ก็ดีแล้ว”
คนที่นั่งข้าง ๆ หัวเราะขึ้นมา “นาน ๆ จะได้เห็นสักทีนะพี่ฉิน สมัยนี้ยังมีคนชมว่าพี่ดีอีก แบบนี้ไม่ใช่ด่ากันอ้อม ๆ หรอกเหรอ?”
เซี่ยฉินยกยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งกำกระป๋องเบียร์แล้วเปิดออก เสียงลมดังฟู่ “ลองว่ามาสิ ตรงไหนที่ว่าดี?”
คำว่า ‘ดี’ น่ะไม่เข้ากับเซี่ยฉินเลยสักนิด
เวลาออกไปตีกัน ไม่ว่าจะดวลตัวต่อตัวหรือยกพวก เขาลงมือหนักที่สุด
เรื่องดื่มก็ไม่มีใครดื่มชนะเขาได้
ครั้งหนึ่งตอนแซวสาวงามประจำโรงเรียนศิลปะ เซี่ยฉินพูดว่า “อยากนอนกับฉันเหรอ? ทำฉันเมาจนล้มให้ได้ก่อนสิ แล้วฉันจะยอมนอนกับเธอ”
เซี่ยฉินไม่เมา แต่สาวงามคนนั้นกลับดื่มจนต้องให้รถพยาบาลส่งเข้าโรงพยาบาล
ตอนมัธยมเขาแอบคบสาวและโดดเรียน พอผ่านไปหนึ่งเทอม ครูคณิตศาสตร์เห็นหน้าเขาก็ยังนึกว่าเป็นนักเรียนย้ายมาใหม่
พอได้ยินว่ามีคนชมเขาว่าดี พวกเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างกายหลายคนก็รู้สึกว่าฟังยังไงก็เหมือนด่า แถมยังด่าได้เจ็บแสบอีกต่างหาก
ซ่งเยว่เวยคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง “อืม...นิสัยของคุณพิเศษมาก เป็นตัวของตัวเอง ไม่เหมือนใคร สรุปแล้วตั้งแต่ฉันรู้จักคนมามากมาย คุณเป็นคนที่พิเศษที่สุด”
สวี่โจวหยวนโอดครวญ “โธ่ พี่ฉิน ผมยังจะกินข้าวลงไหมเนี่ย”
โจวหมิงอวี่ชี้แขนตัวเอง “ชมกันแบบนี้ดูสิ ขนลุกไปหมดแล้ว”
“แต่พี่ฉินของพวกเราน่ะไม่ชอบให้ใครมาคุม ต้องระวังหน่อยนะ”
สวี่โจวหยวนว่า “จริงด้วย ยัยหวังอี้น่าคนก่อนนั่น แม่งคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้คุมพี่ฉินไปหมดทุกเรื่อง”
เพื่อนสาวที่นั่งข้างซ่งเยว่เวยเอ่ยขึ้นมาบ้าง “เมื่อกี้ตอนพวกคุณเข้ามา สังเกตเห็นคนนั้นไหม?”
“เธอลากกระเป๋าเดินทางของมหาวิทยาลัยเฉิงเต๋อ บนกระเป๋ายังมีตรามหาวิทยาลัยพวกคุณด้วย”
สวี่โจวหยวนถาม “ไม่เห็นนะ มีอะไรเหรอ?”
หญิงสาวหลายคนเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟัง แถมยังใส่สีตีไข่เพิ่มไปเล็กน้อย
สวี่โจวหยวนถาม “พี่ฉิน แฟนพี่โดนรังแกแบบนี้ จะไม่แสดงอะไรหน่อยเหรอ?”
เซี่ยฉินหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋า คีบมวนหนึ่งเข้าปาก ยังไม่ทันจุดไฟแช็ก
ซ่งเยว่เวยก็รับไฟแช็กจากมือเขาไป เซี่ยฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบมองมือของเธอ ซ่งเยว่เวยใช้มือบังลมแล้วช่วยจุดบุหรี่ให้เขา
เซี่ยฉินพ่นควันบุหรี่ออกมา ควันลอยกระจายไปทั่วบริเวณ “ชื่ออะไร?”
ตอนนั้นเอง เจ้าของร้านก็เดินออกมาจากครัวเพื่อเก็บโต๊ะ และเห็นบัตรนักศึกษาที่ถูกลืมทิ้งไว้บนโต๊ะ
