“อ๋อง” เฉินซูพลันรู้สึกประหม่า นางก้มตัวคารวะทันที
เซี่ยเยี่ยนหลินยืนอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาสวมชุดลำลองปักดิ้นสีดำ และอยู่ห่างจากแสงไฟ ดังนั้นตอนนางออกมาเมื่อครู่จึงไม่ทันสังเกตเห็นเขาเลย
“เจ้าเคยทำงานในวัง” เซี่ยเยี่ยนหลินยืน ณ ที่เดิม สายตาคมกริบดั่งทะเลลึกส่องผ่านความมืด จับจ้องมาที่นางตรง ๆ
เฉินซูเงยหน้า มองเขาอย่างตะลึงงัน
เซี่ยเยี่ยนหลินเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาเลื่อนต่ำลงมายังแขนของนาง
เฉินซูเพิ่งได้สติ ในเมื่อครู่ ขวาของนางถูกประทับตราหว่านฝูกงไว้ ตรานี้เป็นพระบัญชาพิเศษที่ฮองเฮาองค์ก่อนทรงขอจากอดีตฮ่องเต้ เมื่อครั้งที่น้องสาวของนางได้รับความโปรดปรานสูงสุด เหล่าข้ารับใช้ในวังหว่านฝูกงล้วนต้องถูกประทับตราที่แขนขวา โดยปกตินางจะใช้ผ้าพันไว้ แล้วยังมีแขนเสื้อปกปิดอีกชั้น ไม่เคยมีใครพบเห็น แต่วันนี้ในโรงอาบน้ำ เขากลับเห็นเข้าแล้ว
เฉินซูลังเลครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “เพคะ”
ปีนั้นเกิดเหตุวุ่นวายในวัง เหล่าคนรับใช้ต่างพากันหนีเอาตัวรอด ในวังเองก็ไม่มีการเอาเรื่อง เขาคงไม่จับนางหรอกกระมัง?
“ตกลงเป็นซูตัวไหนแน่?” เซี่ยเยี่ยนหลินถามอีกครั้ง
เฉินซูจำต้องจำทน ย่อตัวลง เขียนลงบนพื้นด้วยนิ้ว——“ซู”
ในวังมีข้ารับใช้นับพันคน คนใหม่เข้าก็มา คนเก่าก็จากไป เกิด ๆ ตาย ๆ ไม่รู้ว่ามีผู้คนสูญหายไปเท่าใด กองทัพกบฏก็เผาวังไปเสียหลายตำหนัก ต่อให้เขาสืบ ก็คงสืบไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่คิดว่าเซี่ยเยี่ยนหลินจะยังจำสกุลเฉินที่ถูกยึดทรัพย์เมื่อสิบปีก่อนได้ และไม่คิดว่าเขาจะจำได้ว่าในโลกนี้มีนางอยู่
“ถอยไป” เซี่ยเยี่ยนหลินเบือนสายตากลับ เอ่ยเสียงเย็น
เฉินซูถอนหายใจโล่งอก ทำความเคารพอีกครั้ง ก้มหน้าก้าวเร็ว ๆ ออกไปข้างนอก จนกระทั่งถึงลานกลาง นางจึงกล้าหันกลับไปมอง เห็นเซี่ยเยี่ยนหลินยังยืนอยู่ตรงนั้น มองนางเงียบ ๆ
ครานี้เฉินซูไม่กล้าหันกลับไปมองอีก รีบสาวเท้ากึ่งวิ่งออกนอกลานไป
จากจวนอ๋องหลินกลับไปถึงลานเล็ก ๆ ที่นางเช่าอยู่ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยาม เมื่อนางถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ป้ากู้ควันถือโคมไฟยืนอยู่หน้าประตู ชะเง้อมองมาทางถนน พอเห็นนางกลับมา ป้ากู้ควันก็เดินกะโผลกกะเผลกออกมาต้อนรับทันที
“ได้รับเลือกหรือไม่?” ป้ากู้ควันถามเสียงเบา
เฉินซูพยักหน้ารัว ๆ ชูเนื้อชิ้นหนึ่งในมือขึ้นให้ดู “ได้รับเลือกเจ้าค่ะ เมื่อครู่ไปตลาด กึงลุงหลิวเก็บเนื้อชิ้นเล็กไว้ให้พวกเรา”
ป้ากู้ควันรับเนื้อไป ถอนหายใจ “ถ้าข้าของข้าไม่เป็นมากขึ้นจนไม่มีแรง ข้าจะยอมให้เจ้าไปปรนนิบัติผู้อื่นอีกได้อย่างไร”
“เป็นแค่การดูแลเด็กน้อย หาได้ใช่การปรนนิบัติผู้อื่น แล้วคุณหนูซุยสละชีพเพื่อชาวเมืองทั้งเมือง ข้าไปดูแลบุตรของนาง ยิ่งไม่นับว่าเป็นการปรนนิบัติ” เฉินซูปลอบ
“ถึงแม้เป็นเช่นนั้น แต่ในตระกูลสูงศักดิ์ อย่างเซี่ยเยี่ยนหลินยิ่งเป็นนายที่ปรนนิบัตินัก ข้ากังวลใจจริง ๆ” ป้ากู้ควันเอ่ยด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ร้อน
“จุ๊ ๆ… เป่าเอ๋อออกมาแล้ว!” เฉินซูส่งสายตาให้นาง ฉีกยิ้มมองไปในลาน
จิ่นเป่าเอ๋อสวมชุดกระโปรงเล็กสีเขียวขี้ม้า ถือโคมไฟน้อยรูปปลาคาร์พวิ่งตรงมาทางนาง
“ท่านแม่!” จิ่นเป่าเอ๋อยิ้มละไม ยกโคมไฟน้อยขึ้นสูง เงยหน้าซุกตัวพุ่งเข้าใส่อ้อมกอดของเฉินซู
เฉินซูย่อตัวลง อุ้มจิ่นเป่าเออไว้แนบอก ตลอดหลายปีมานี้ สองแม่ลูกแทบไม่เคยพรากจากกัน นางเข้าไปทำงานในจวนอ๋องหลิน สิ่งเดียวที่วางใจไม่ลงก็คือจิ่นเป่าเออ กลัวนางจะไม่ชินกับวันที่ต้องห่างแม่
โชคดีที่จวนอ๋องหลินให้นางกลับบ้านทุกเจ็ดวัน ทำงานครึ่งปี เก็บเงินซื้อโสมได้พอแล้ว ก็จะลาออกจากงาน
จิ่นเป่าเออคล้องคอนาง ใบหน้าเล็ก ๆ แนบชิดกับหน้านางอย่างสนิทสนม สองมือเล็กนุ่มนิ่มนวดไหล่นางเบา ๆ “ท่านแม่เหนื่อยไหม เป่าเออนวดไหล่ให้ท่านแม่”
“ท่านแม่ไม่เหนื่อย ท่านแม่ได้รับเลือกแล้ว เดือนแรกได้ค่าจ้างห้าตำลึง เดือนที่สองได้แปดตำลึง ท่านแม่เก่งไหม” เฉินซูพูดอย่างอ่อนโยน แล้วจูบหน้าผากนางดังฟอดใหญ่ด้วยความรักใคร่
จิ่นเป่าเออกระพริบตากลมโต ดึงเฉินซูให้ไปที่ห้อง
นางเพิ่งสามขวบ รูปร่างเล็กน้อย เดินเร็วก็หอบ เฉินซูรีบอุ้มนางขึ้น กระซิบ “เป่าเออไม่พอใจหรือ?”
“ท่านแม่เก่งมาก เป่าเออดีใจ” จิ่นเป่าเออส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “เป่าเออทำลูกชิ้นไส้หมูสับให้ท่านแม่”
“ว้าว เป่าเออก็เก่งมาก” เฉินซูหัวเราะ ชั่วขณะนั้น หัวใจก็ละลาย
“นางกลัวว่าวังอ๋องจะไม่ให้ข้าวเจ้ากิน ตั้งแต่เจ้าออกไปก็อยู่ในครัวตลอด จะได้ให้เจ้าพกไปกินพรุ่งนี้ที่วังอ๋อง” ป้ากู้ควันพูดอย่างสงสาร
“ที่วังอ๋องมีของกินอร่อย ๆ คุณชายน้อยคนนั้นก็ดีมาก จะไม่ปล่อยให้แม่หิวโซ เวลาที่แม่อยู่บ้าน เป่าเออต้องนอนแต่หัวค่ำ กินข้าวให้เรียบร้อย” เฉินซูวางเป่าเออลงบนเก้าอี้ ปลอบเสียงเบา
ดวงตากลมโตของจิ่นเป่าเออคลอหน่วยทันที นางเงยหน้าขึ้น กระพริบตา พูดเสียงเบา “เป่าเออไม่ร้องไห้ เป่าเออจะกินข้าวให้เรียบร้อย จะนอนแต่หัวค่ำ”
หัวใจของเฉินซูอ่อนยวบลงอีกหลายส่วน นางกอดเป่าเออไว้ กระซิบ “แม้จะกลับมาหาเป่าเออทุกเจ็ดวัน เจ้านับไปเจ็ดวัน แม่ก็จะกลับมาแล้ว”
“แต่พวกนั้นจะตีท่านแม่ไหม? จะขายท่านแม่หรือไม่?” เป่าเออซุกตัวในอ้อมกอดของเฉินซู มือน้อยทั้งสองจับเสื้อของเฉินซูไว้แน่น พี่สาวอวี้ที่ลานข้าง ๆ ไปเป็นสาวใช้ ถูกตีตาย ครอบครัวนั้นโยนเงินให้บ้านพี่อวี้สิบตำลึง เรื่องก็จบ นางกลัวเหลือเกินว่าท่านแม่จะเป็นเหมือนพี่อวี้
“ไม่มีทาง เจ้าคุณชายน้อยเพิ่งห้าขวบ ตีแม่ไม่ได้หรอก” เฉินซูเช็ดน้ำตาให้นาง ตาแดงก่ำ กระซิบ “แล้วหมัดมวยของแม่ก็ร้ายนัก เจ้ายังจำได้หรือไม่ ครั้งหนึ่งแม่เคยใช้จอบไล่ตีคนเลวจนหนีไป”
“จำได้” จิ่นเป่าเออพยักหน้าทันที ที่จริงนางไม่รู้เรื่องนี้ ตอนนั้นนางเพิ่งไม่กี่เดือน เล็กเกินไป แต่ป้ากู้ควันมักเล่าให้ฟังบ่อย ๆ นางก็รู้สึกว่าตนจำได้แล้ว ป้ากู้ควันว่า ปีที่สงครามเพิ่งยุติ ในเมืองมีคนพลัดถิ่นมาขอทานมากมาย แย่งชิงข้าวของไปทั่ว แม่ใช้ผ้าห่อนางไว้บนหลัง ออกไปหาอาหารนอกบ้าน ถูกคนพลัดถิ่นกลุ่มหนึ่งขวางไว้ในตรอก นางใช้จอบเล่มเดียวไล่ตีพวกนั้นหนีไปหมด
ทุกครั้งที่ป้ากู้ควันเล่าเรื่องนี้ให้จิ่นเป่าเออฟัง ก็มักพรรณนาถึงเฉินซูอย่างสง่าผ่าเผยเก่งกาจเหลือหลาย ความจริงวันนั้นเฉินซูดูน่าสมเพชนัก จิ่นเป่าเออป่วยหนักแล้ว นางพาเป่าเออออกไปก็เพื่อหายามารักษา พวกคนพลัดถิ่นพวกนั้นผลักไสเฉินซูเข้าไปในตรอกลึก จะแย่งเงินทองแดงไม่กี่อีแปะสุดท้ายที่เฉินซูเหลืออยู่ เฉินซูยัดลูกเข้าไปในอกเสื้อ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พุ่งเข้าไปสู้ตาย
นางกัด นางข่วน นางทึ้ง… นางใช้ทุกวิถีทางเท่าที่จะนึกออกในชาตินี้จนหมด ดวงตาของผู้ชาย ผมเผ้าของผู้ชาย จุดต่ำของบุรุษ นางสู้ตายโดยไม่คิดชีวิต ถูกเตะล้มจมดิน นางก็พุ่งพรวดเข้าไป เอาหัวชนท้องคนเหล่านั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นเพราะความบ้าระห่ำของนางทำให้คนพวกนั้นตกใจ ไม่กล้าพัวพันต่อ ด่าสาดเสียแล้วหนีไป
สองครั้งที่เฉินซูตกต่ำที่สุดในชีวิต ครั้งแรกคือถูกถอดฐานันดรเป็นนางทาสในวัง ถูกฉีกเสื้อผ้ากลางที่สาธารณะ ถอดปิ่นแก้วแหวนเงิน มัดด้วยเชือก คล้องคอ นุ่งห่มไม่ปิดกาย ถูกลากเยี่ยงสัตว์ ครั้งที่สองก็คือครั้งนี้ นางอุ้มเป่าเออ หอบยากลับมาถึงบ้าน หน้าช้ำตาบวม เลือดโซมกาย ดวงตาบวมอยู่นานกว่าสองเดือนถึงหาย
สตรีในยามยุคสมัยอลเวง ยิ่งลำบากยากแค้น ดังนั้นเฉินซูจึงรู้สึกว่าตนช่างยอดเยี่ยมนัก ไม่เพียงแต่รอดชีวิตมาได้ ยังเลี้ยงเป่าเออจนเติบใหญ่
พอกล่อมเป่าเออหลับแล้ว ป้ากู้ควันเดินย่องเข้ามา ช่วยนางเก็บข้าวของ วังอ๋องตั้งอยู่ในย่านที่อยู่ของชนชั้นสูง ที่พวกนางอยู่นั้นอยู่ทางตะวันตก เป็นแหล่งรวมของคนยากจน โชคดีที่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนาง ยามปกติก็คอยดูแลพวกนางทั้งสามคน เนื้อที่ได้มาเย็นนี้ นางเอาไปทำลูกชิ้นหมูส้มโอทั้งหมด แล้วแจกจ่ายให้ทุกคนไป เพื่อไหว้วานให้ช่วยดูแลป้ากู้ควันกับเป่าเออในยามที่นางไม่อยู่
วุ่นวายกันอยู่เกือบครึ่งคืน นางถึงได้นอนลงข้างเป่าเออ หลับไปเพียงชั่วยามกว่า ๆ นางก็ตื่นแล้ว นางต้องรีบไปให้ถึงต่อหน้าคุณชายน้อยก่อนที่เขาจะตื่น
ป้ากู้ควันถือห่อผ้าของนางเดินตามหลัง กำชับกำชากำกับนัก ว่าถ้าลำบากก็อย่าทำเลย ตั้งแผงขายอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เลี้ยงชีพได้แล้ว เงินซื้อโสมให้เป่าเออ อย่างไรก็เก็บพอได้สักวัน
สองคนพูดคุยพลางเดินมาจนถึงปากตรอก เฉินซูเงยหน้าขึ้น เห็นท่ามกลางหมอกมีรถม้าจอดอยู่คันหนึ่ง ในรถม้ามีแสงไฟลอดออกมา ส่องต้องหยกห้อยหน้ารถม้าสลักตราจวนอ๋องหลิน! และรถม้าคันนี้กว้างใหญ่โอ่โถง ดูทรงก็รู้ว่าเป็นรถม้าของเจ้านาย!
เช่นนั้น คนที่นั่งในรถม้าคันนี้ก็คือ…
เซี่ยเยี่ยนหลิน?!