เป็นไปตามคาด ไม่กี่วันต่อมา ปู่จางก็ตัดสินใจเด็ดขาดที่โต๊ะอาหาร
คนทั้งครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยมกินข้าว ปู่จางถือชามโจ๊ก เคาะขอบชามด้วยตะเกียบสองครั้ง ภายในห้องพลันเงียบลง
“ข้ากับแม่ของพวกเจ้าปรึกษากันแล้ว” ปู่จางเอ่ย “ต่อจากนี้ที่บ้านต้องประหยัดหน่อย อีกสองปีจะส่งเสียนจื่อไปเรียนหนังสือ”
สิ้นคำ ทุกคนบนโต๊ะต่างแสดงสีหน้าไม่เหมือนกัน
จางโหย่วโหย่วกับซุนซิ่วหลานสบตากัน มุมปากของทั้งคู่ยกขึ้นจนแทบเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
ลูกชายคนโต จางโหย่วเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่ยื่นไปคีบกับข้าวหยุดค้าง ก่อนจะเริ่มครุ่นคิด
ส่วนลูกชายคนรอง จางโหย่วเหลียงยังคงก้มหน้าซดโจ๊กเหมือนเดิม ทว่าภรรยาของเขากลับนั่งไม่ติด รีบแอบดึงชายเสื้อเขาใต้โต๊ะทันที
จางโหย่วเหลียงหันไปถลึงตาใส่นาง แล้ววางตะเกียบลง เอ่ยแสดงจุดยืนก่อนใคร
“ท่านพ่อ ข้าเห็นด้วย เสียนจื่อเป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้านเราในตอนนี้ การเรียนหนังสือเป็นหนทางที่ถูกต้อง เมื่อบ้านเรามีกำลังย่อมต้องสนับสนุน ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ท่านพ่อเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องในบ้าน ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของท่าน”
พอจางโหย่วเหลียงเอ่ยขึ้น บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงทันที
จางโหย่วเทียนรีบพยักหน้าตาม “ข้าก็เห็นด้วย หากเสียนจื่อได้ดี ครอบครัวเราก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย”
สะใภ้ใหญ่ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงยิ้มแล้วพยักหน้า
นางเป็นคนที่แต่งเข้าตระกูลจางก่อนใคร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กำเนิดลูกสาวติดกันสามคน อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว ในใจกระจ่างดีว่าคงยากจะให้กำเนิดลูกชายอีก สำหรับหลานชายคนนี้ นางรักใคร่เอ็นดูจากใจจริง
ทว่าสะใภ้รองอย่างนางหงเหมยกลับรู้สึกอึดอัดใจ คิดไปคิดมาไม่หยุด นางรู้สึกว่าตนยังมีลูกได้ หากพยายามอีกสักหน่อย บางทีอาจให้กำเนิดลูกชายก็ได้
ตอนนี้ทั้งครอบครัวออกเงินส่งเสียนจื่อเรียนหนังสือ ต่อไปหากลูกชายของนางเกิดมา เงินที่ลงไปก็จะกลายเป็นการปูทางให้ลูกบ้านอื่นมิใช่หรือ
นางอยากเอ่ยคัดค้าน แต่พอมองสีหน้าพ่อสามีบนโต๊ะ แล้วหันไปมองสามีของตนที่แสดงจุดยืนไปแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ก้มหน้ากินข้าว
ฉางเซิงนั่งอยู่ข้างแม่ สีหน้างุนงง
เกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ทำไมไม่มีใครบอกเขา เขาต้องไปเรียนหนังสือ แล้วทำไมตัวเขาเองถึงไม่รู้เรื่องล่ะ
เด็กไม่มีสิทธิ์มีเสียงเลยหรือไง
ไม่ว่าจางฉางเซิงจะคิดอย่างไร พอแม่ของเขาได้ยินว่าทุกคนในบ้านต่างเห็นด้วย ก็ยินดีขึ้นมา รีบดึงลูกชายให้ลุกขึ้นแสดงจุดยืน
“พี่ชายใหญ่ พี่ชายรอง วางใจเถิด เสียนจื่อเป็นเด็กดีรู้ความและกตัญญูมาโดยตลอด ต่อให้ภายหน้าจะเรียนจนมีชื่อเสียงหรือไม่ เขาก็จะกตัญญูต่อพี่ชายทั้งสองเหมือนบิดาแท้ ๆ แน่นอน”
แม้จางฉางเซิงจะยังงุนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อแม่เปิดศึกแล้ว แน่นอนว่าเขาต้องรีบตามน้ำทันที
เขารีบกลืนหมั่นโถวในปากลง แล้วพูดตามด้วยเสียงเด็กน้อย “ใช่! โตขึ้นข้าจะร่ำรวย แล้วซื้อเนื้อให้ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรอง แล้วก็ท่านพ่อกิน! จะซื้อเนื้อให้ทุกคนในบ้านกิน! ซื้อเนื้อมันชิ้นโต ๆ เลย!”
ทุกคนบนโต๊ะหัวเราะกันครืน
ปู่จางดีใจจนตบโต๊ะเสียงดัง “ได้ยินไหม เสียนจื่อของเราพูดแล้วว่าจะซื้อเนื้อมันชิ้นโต ๆ มาให้กิน!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะครึกครื้น ตระกูลจางก็ได้ข้อสรุปว่าจะส่งเสียนจื่อไปเรียนหนังสือ
แต่ตอนนั้นจางฉางเซิงเพิ่งอายุได้สองขวบกว่า ยังอีกนานกว่าจะถึงเวลาเข้าเรียนจริง ๆ
เมื่อคนในบ้านมีเป้าหมายกันแล้ว ทุกคนก็เริ่มเก็บเงินแต่เนิ่น ๆ หลายปีมานี้ทุกคนทำงานอย่างมีกำลังใจ เพราะรู้ว่าต้องเก็บเงินไว้ส่งเสียนจื่อเรียนหนังสือ
ตอนนี้จางฉางเซิงยังเด็ก ทำอะไรได้ไม่มาก แต่ในใจเขารู้ดีว่าการที่ครอบครัวตัดสินใจสนับสนุนให้เขาเรียนหนังสือนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามแสดงตัวให้เป็นเด็กดี ฉลาด และกตัญญู เพื่อให้คนในบ้านรู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ผิด เงินทองและแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทให้เขาจะไม่สูญเปล่า
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้หลายปี
พริบตาเดียว จางฉางเซิงก็อายุหกขวบแล้ว
ร่างกายได้รับการบำรุงอย่างดี ผิวพรรณขาวสะอาด ทั้งยังสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันในหมู่บ้านเกือบครึ่งศีรษะ
เดิมทีคนในบ้านคิดจะส่งเขาไปสำนักศึกษาตั้งแต่อายุห้าขวบ แต่จางฉางเซิงเป็นฝ่ายขอเลื่อนเอง
เขาอธิบายเหตุผลให้ท่านปู่ฟัง
ข้อแรกคือทางไกล จากบ้านไปสำนักศึกษาต้องเดินไปกลับกว่าหนึ่งชั่วยาม ตอนอายุห้าขวบขาของเขายังเดินเหินไม่คล่องนัก
อีกอย่าง บ้านเขาไม่ได้เป็นตระกูลบัณฑิตหรือครอบครัวชาวนาที่สืบทอดการเรียนหนังสือมาแต่เดิม เริ่มเรียนเร็วเกินไปก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก สู้บำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้นอีกหน่อยแล้วค่อยไปเรียนดีกว่า
จางฉางเซิงรู้จักประมาณตน แม้เขาจะเป็นผู้ทะลุมิติมา แต่ชาติก่อนก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง อีกทั้งยังถูกจำกัดด้วยร่างกายของเด็ก อายุยังน้อยทั้งร่างกายและจิตใจจึงตามไม่ทัน สู้รออีกสองปีให้เติบโตพร้อมกว่านี้แล้วค่อยไปเรียนดีกว่า
ปู่จางได้ฟังหลานชายวิเคราะห์แล้วกลับยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีแววเป็นคนเรียนหนังสือ อายุยังน้อยแต่มีความคิดเป็นของตัวเองถึงเพียงนี้ เขาจึงพยักหน้าทันที “เช่นนั้นก็รออีกสองปี”
ครั้นแล้วเรื่องก็ถูกเลื่อนออกไปจนจางฉางเซิงอายุเกือบเจ็ดขวบ
บริเวณใกล้หมู่บ้านเซียะเหอมีสำนักศึกษาเพียงแห่งเดียวที่เหมาะกับครอบครัวจาง ตั้งอยู่ในตัวเมือง เปิดสอนโดยซิวไซ่ชราคนหนึ่ง
ซิวไซ่ชราผู้นั้นแซ่โจว ตอนหนุ่มสอบได้เป็นซิวไซ่ แต่หลังจากนั้นเข้าสอบหลายครั้งก็ไม่เคยผ่าน จึงตัดใจจากเส้นทางสอบรับราชการ เปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในตัวเมือง รับสั่งสอนลูกหลานชาวนาในหมู่บ้านใกล้เคียง
โจวซิวไซ่อายุมากแล้ว เรี่ยวแรงมีจำกัด ค่าเล่าเรียนก็ไม่แพง นับว่าเหมาะกับครอบครัวชาวนาอย่างตระกูลจางที่พอจะรับไหว
ในอำเภอยังมีสำนักศึกษาที่ดีกว่านี้ อาจารย์มีความรู้ลึกซึ้งกว่า แต่ค่าเล่าเรียนแพงกว่ามาก ไกลเกินกว่าตระกูลจางจะเอื้อมถึง
ปู่จางปรึกษากับจางโหย่วโหย่วอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจส่งเสียนจื่อไปเรียนกับโจวซิวไซ่
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือระยะทางไกล
จากหมู่บ้านเซียะเหอไปตัวเมือง ต้องเดินหนึ่งชั่วยาม ไปกลับก็สองชั่วยาม
ผู้ใหญ่ในบ้านต่างมีงานของตนเอง พี่สาวกับน้องสาวหลายคนก็ต้องเลี้ยงไก่และตัดหญ้าเลี้ยงหมู ไม่มีใครไปรับไปส่งเขาได้ทุกวัน ลูกหลานชาวนาไม่ใช่คุณชายผู้ดี ต้องเดินไปเอง
ยังดีที่จางฉางเซิงโตขึ้นมากแล้ว แม้เส้นทางนี้จะไกล แต่พอเดินไปสองสามครั้งก็เริ่มชิน
นับแต่นั้น จางฉางเซิงก็เริ่มต้นชีวิตการเรียนที่สำนักศึกษาอย่างเป็นทางการ
สำนักศึกษาของโจวซิวไซ่อยู่ทางตะวันตกของตัวเมือง เป็นลานเล็ก ๆ มีบ้านกระเบื้องสามห้อง
ในห้องเรียนมีโต๊ะเตี้ยวางอยู่สิบกว่าตัว มีเด็กนั่งกันกระจัดกระจายเจ็ดแปดคน ล้วนเป็นลูกหลานชาวนาจากหมู่บ้านใกล้เคียง
ไม่ก็เป็นแก้วตาดวงใจของบ้านอย่างจางฉางเซิง ไม่ก็เป็นลูกหลานของครอบครัวชาวนาที่ฐานะดีกว่าเล็กน้อย
จางฉางเซิงเข้าไปในห้องเรียน หาที่นั่งริมหน้าต่าง วางย่ามผ้าหยาบที่แม่ทำให้ลงบนโต๊ะ แล้วรอโจวซิวไซ่มาสอน
เด็กอ้วนคนหนึ่งที่สูงกว่าเขาครึ่งศีรษะเอียงคอมองเขา ก่อนจะขยับเข้ามาถาม “เจ้าเป็นคนหมู่บ้านเซียะเหอหรือ”
จางฉางเซิงพยักหน้า
“ข้าเป็นคนหมู่บ้านข้าง ๆ” เด็กอ้วนยิ้มกว้าง “ข้าเคยได้ยินเรื่องของเจ้า บ้านเจ้ามีเจ้าเป็นเด็กผู้ชายคนเดียว เลยประคบประหงมเจ้าเป็นอย่างดี”
จางฉางเซิงยิ้มเจื่อน ๆ ไม่คิดเลยว่าชื่อเสียง “หลานชายคนเดียวของตระกูลจาง” จะเลื่องลือไปถึงหมู่บ้านข้าง ๆ แล้ว
ตอนโจวซิวไซ่เดินเข้ามา เสียงพูดคุยอื้ออึงในห้องก็เงียบลงทันที
ซิวไซ่ชรามีเคราขาวโพลน รูปร่างผอมสูง สวมเสื้อคลุมยาวผ้าฝ้ายสีครามที่ซักจนซีด มือถือม้วนตำราไว้เล่มหนึ่ง
เขานั่งลงตรงหน้าห้อง กวาดตามองไปรอบ ๆ จนเด็กหลายคนใต้ชั้นเรียนเงียบเสียงลง จากนั้นจึงเริ่มสอน
จางฉางเซิงฟังอาจารย์สอนตำราเบื้องต้นแล้วรู้สึกยินดีอยู่บ้าง
แม้วัฒนธรรมของโลกนี้จะแตกต่างจากชาติก่อนของเขาในรายละเอียด แต่โดยภาพรวมแล้วก็คล้ายคลึงกัน
กล่าวอีกอย่างคือ ในด้านการเรียนหนังสือ จางฉางเซิงมีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง
แม้ข้อได้เปรียบนี้จะไม่มากนัก แต่ก็น่าจะเพียงพอให้เขาก้าวนำไปก่อนในช่วงแรก
จางฉางเซิงนึกถึงสภาพครอบครัว จึงตัดสินใจมุ่งมั่นตั้งใจเรียน สร้างชื่อเสียงให้ผู้คนตื่นตะลึง แล้วข่มเด็กตัวเล็ก ๆ พวกนี้ให้ราบคาบ
แม้เขาจะไม่มีพรสวรรค์อย่างอ่านครั้งเดียวจำได้หมด หรือฟังครั้งเดียวก็ท่องตามได้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นวิญญาณของผู้ใหญ่ เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มนี้ที่อ่านหนังสือนานหน่อยก็เริ่มง่วงแล้ว เขาย่อมได้เปรียบกว่ามาก
จางฉางเซิงมั่นใจว่าอาศัยข้อได้เปรียบและความพยายามของตน เขาจะเป็นอัจฉริยะจอมปลอมในสำนักศึกษาเล็ก ๆ แห่งนี้ได้
คิดมาถึงตรงนี้ เขาเงยหน้ามองเด็กตัวจ้อยหลายคนในห้องที่อ่านหนังสือจนหัวเอนซ้ายเอนขวา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ฮึฮึ เจ้าพวกเด็กน้อย เตรียมรับแรงกดดันจากข้าผู้เป็นยอดนักเรียนจอมปลอมที่มาจากคนละระดับได้หรือยัง”
