ทหารถูกแววตานางข่มไว้ พลันถอยกรูดไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ซ่งหมิงเยว่โน้มตัวลง ยื่นมือออก
ไม่ใช่เพื่อประคองเขา แต่จับเข้ากับพันธนาการด้านหลังต้นคอของเขาโดยตรง
จากนั้น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของผู้คน นางออกแรงเพียงมือเดียว ก็ฉุดร่างของเสิ่นจิงหลานที่สวมพันธนาการหนักอึ้งขึ้นมาจากพื้นทั้งตัวได้
เสิ่นจิงหลานโซซัดโซเซแทบจะล้มลง
ซ่งหมิงเยว่จึงรีบคว้าต้นแขนเขา ประคองร่างของเขาไว้
ทั้งสองชิดใกล้กันมาก
นางได้กลิ่นอายสมุนไพรจาง ๆ จากตัวเขา อีกทั้งเขายังสูงกว่านางไม่ต่ำกว่าหนึ่งช่วงหัว
“ยังเดินไหวหรือไม่” นางเอ่ยถาม
เสิ่นจิงหลานก้มลงมองนาง
เมื่อประชิดใกล้ นางจึงเห็นดวงตาคู่นั้นของเขาได้ชัด รูม่านตาดำสนิทราวกับหยกหมึกแช่อยู่ในสระน้ำเย็นเยือก ยามนี้กำลังสะท้อนใบหน้าของนางอยู่
“ลำบาก... คุณหนูแล้ว” เขาเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า ลมหายใจอบอุ่นเป่ารินผ่านข้างหูนาง
ซ่งหมิงเยว่สะดุ้งวาบ กัดฟันกรอด นางรู้อยู่แล้วว่าคนผู้นี้เป็นไส้งาดำ ยังไม่ท้ออกประตูคฤหาสน์เลยก็เริ่มแสดงละครเสียแล้ว
ซ่งหมิงเยว่ปล่อยมือจากต้นแขนเขา เปลี่ยนไปจับที่ขอบพันธนาการ
“ไป” นางว่า
แล้วนางก็หมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังขบวนนักโทษที่ถูกคุมตัวด้วยท่าทางเช่นนั้น มือเดียวหิ้วพันธนาการไว้
เบื้องหลัง ท่านแม่ทัพจ้าวจ้องแผ่นหลังของนางเขม็ง แววตาดุดัน
“สามพันลี้ไปเป่ยโม่ หนทางยังอีกยาวไกล” เขาเลียริมฝีปาก เสียงต่ำจนได้ยินอยู่เพียงผู้เดียว “พวกเรา... ค่อย ๆ เดินไป”
ส่วนเสิ่นจิงหลาน ในมุมที่ซ่งหมิงเยว่มองไม่เห็น ก็เอียงศีรษะเล็กน้อย หันไปทางท่านแม่ทัพจ้าว แล้วยกมุมปากขึ้นเพียงน้อยนิด แผ่วเบายิ่ง
แล้วเขาก็หลุบตาลงต่ำ กลับกลายเป็นเซี่ยวจื่อขี้โรคที่ไอไม่หยุดเช่นเดิม
ซ่งหมิงเยว่จัดแจงให้เสิ่นจิงหลานนั่งพักเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมายืนปะปนกับกองสตรี เบื้องหน้าคือชายฉกรรจ์ที่ถูกใส่พันธนาการ โซ่เหล็กกระทบกันดังเคร้งคร้าง เบื้องหลังคือกองสตรีที่ร่ำไห้สะอึกสะอื้น กลิ่นแป้งหอมระคนกลิ่นเหงื่อคละคลุ้งจนปวดศีรษะ
“คุณหนู” สาวใช้หน้าใสผู้หนึ่งเบียดเข้ามาใกล้ ลดเสียงต่ำ “คุณหนูนั่งพักก่อนเถิด บ่าวจะประคอง...”
ซ่งหมิงเยว่เหลือบมองนาง
สาวใช้คนนี้ชื่อชุนซิ่ง เป็นคนที่นางพามาด้วยจากค่ายชางหยุน แต่ก่อนหน้านี้นางเอาแต่ครุ่นคิดหาทางกลับสู่โลกเดิม ไม่ชอบให้มีสาวใช้ติดตาม ชุนซิ่งจึงรู้จักนางไม่มากนัก มิเช่นนั้นภาพวันนี้คงอธิบายได้ยากยิ่ง
“ดี” ซ่งหมิงเยว่ผงกศีรษะ ทรุดตัวลงนั่งข้างขาชุนซิ่ง สายตากวาดมองฝูงชนอึมครึมด้านหน้าและด้านหลัง “คนเหล่านี้ เจ้ารู้จักหมดแล้วหรือ”
ชุนซิ่งชะงักไปเล็กน้อย มองตามสายตานางไป แล้วกระซิบว่า “รู้จักบางส่วน... ในจวนมีคนมาก บ่าวก็ไม่คุ้นเคยทุกคน”
“ลองว่ามาสิ”
ชุนซิ่งเม้มริมฝีปาก พลางชี้พลางกระซิบว่า “ผู้ที่ถูกใส่พันธนาการคนหน้าสุดนั้น คือเซี่ยวจื่อของเรา สามีของท่าน... เป็นบุตรที่เกิดจากโหวเหยกับฮูหยินเดิม”
นางชำเลืองมองรอบกาย เสียงยิ่งเบาลงอีก “ด้านหลังโน่นคือฮูหยินใหม่ของโหวเหย หวังซื่อ เดิมเป็นน้องสาวต่างมารดาของฮูหยินผู้ล่วงลับ ก็กำเนิดจากสกุลทหารเช่นกัน เด็กสาวที่ร่ำไห้สะอื้นอยู่ข้างนาง คือบุตรสาวในไส้ คุณหนูสาม เสิ่นชิงฉือ”
ซ่งหมิงเยว่หรี่ตามอง
หวังซื่อกำลังประคองบุตรสาวเสิ่นชิงฉือ สองแม่ลูกพิงพาอาศัยกัน เสิ่นชิงฉือยังสวมกระโปรงสีเขียวน้ำตัวเดิม ยามนี้เปื้อนฝุ่นดินเต็มไปหมด ใบหน้ามีคราบน้ำตาหลายรอย
“เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังเซี่ยวจื่อนั้น คือคุณชายรอง เสิ่นจิงเทา เป็นลูกในไส้ของหวังซื่อเช่นกัน” ชุนซิ่งกล่าวต่อ “เลยไปอีก ผู้ที่ใส่กระโปรงสีแดงเข้ม คืออนุหลิว มีบุตรสาวชื่อเสิ่นชิงฮวน ปีนี้สิบสี่ ผู้ที่ใส่ชุดสีครามข้าง ๆ คืออนุฟาง บุตรชายของนางเสิ่นจิงหยางเพิ่งสิบสอง... ล้วนเป็นคนในเรือนใหญ่ฝั่งเราทั้งสิ้น”
ซ่งหมิงเยว่ฟังจนปวดศีรษะ
“นายท่านเรือนรองชื่อเสิ่นตั๋ว ฮูหยินคือหลี่หานชิว ทั้งคู่มีบุตรหนึ่งคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายชื่อเสิ่นจิงเฉิน บุตรสาวชื่อเสิ่นชิงเยี่ยน นายท่านรองยังมีอนุคนโปรดอีกผู้หนึ่ง เป็นนางคณิกาชั้นเลิศชื่อสุยเซียนเหนียงจื่อ...” ชุนซิ่งนับนิ้วไปด้วย “นายท่านเรือนสามเสิ่นอวี้ กับฮูหยินเหมียวซื่อรักใคร่กลมเกลียวยิ่ง แต่เสียดายที่ไร้ทายาท นายท่านเรือนสี่เสิ่นเจิ้น ยังไม่ได้แต่งงานกับภรรยาเอก แต่ในเรือนหลังมีอนุกับสาวใช้ปรนนิบัติรวมกันตั้งสามสิบกว่านาง...”
“เดี๋ยวก่อน” ซ่งหมิงเยว่ขัดนาง “สามสิบกว่านาง”
“ใช่... เจ้าค่ะ” ชุนซิ่งกระซิบ “นายท่านสี่เหลวไหล ทุกคนในจวนรู้ดี คราวนี้ถูกเนรเทศ คนในเรือนของเขาก็เกือบหนึ่งในสี่ส่วน...”
ซ่งหมิงเยว่บีบคลึงขมับ
นางถึงได้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคราวถูกริบทรัพย์จึงคุกเข่าเต็มลานบ้านจนอึมครึม ที่แท้ไม่ใช่จวนโหว แต่เป็นอาณาจักรน้อย ๆ แห่งหนึ่ง
หากนับรวมบรรดาญาติที่มาพึ่งพาใบบุญทั้งหลาย เฉพาะนายก็หลายสิบชีวิต พวกสาวใช้ แม่นม คนรับใช้รวมกันแล้ว เกรงว่าจะมีถึงสองสามร้อยคน
บัดนี้เพียงคำสั่งเนรเทศฉบับเดียว ก็พลอยเดือดร้อนไปหมดสิ้น
“คุณหนู ท่าน... ท่านจำได้หมดหรือ” ชุนซิ่งถามอย่างระมัดระวัง
“จำได้คร่าว ๆ” ซ่งหมิงเยว่กระตุกยิ้มมุมปาก “อย่างไรเสียหนทางยังอีกยาวไกล ค่อย ๆ ทำความรู้จักไปคงได้หมด”
จวนเจิ้นหยวนโหวที่นางพักอาศัยเพียงหนึ่งวันนี้ แม้แต่ทิศทางประตูยังไม่ทันได้เห็นถนัด ก็กลายเป็นอดีตที่มิอาจหวนกลับ
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ ซ่งหมิงเยว่มีลางสังหรณ์ว่า โอกาสที่ตนจะกลับไปยังโลกเดิมคงมาเยือนแล้ว
นางจำได้แม่นยำ บนเวทีประลองรอบชิงชนะเลิศการต่อสู้ป้องกันตัวนานาชาติ ช่วงชีวิตก่อน นักสู้จากประเทศสวยงามคนนั้นลอบจู่โจมหลังผู้ตัดสินเป่านกหวีด หมัดหนึ่งอัดใส่ขมับของนาง วินาทีสุดท้ายนั้น นางขยุ้มลำคออีกฝ่ายไว้ มีเพียงความคิดเดียวในหัว หากจะตายก็ต้องตายด้วยกัน
แล้วก็คือเสียงร้องไห้ของทารก ป่าด้านหลังค่ายโจร ซุกตัวอยู่ในเรือนฝึกเย็บปักถักร้อยสิบเจ็ดปีอย่างเก็บกด
นางเคยลองสารพัดวิธีหมายหวนกลับ กระโดดหน้าผา กระแทกศีรษะ กระทั่งหาหมอผีในค่ายมาทำพิธี ล้วนไร้ผล
ครั้นนางใกล้จะยอมรับชะตากรรมแล้ว งานสมรสกลับนำดาบและพละกำลังในอดีตชาติของนางหวนคืนมา... นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
บางทีตระกูลเสิ่นอาจซ่อนเบาะแสในการกลับไป และเสิ่นจิงหลาน คือผู้ที่น่าจะล่วงรู้ความลับทั้งหมดของตระกูลเสิ่นมากที่สุด...
“อย่า!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังขัดจังหวะความคิดของนาง
ซ่งหมิงเยว่หันไปเห็นทหารหลายคนกำลังโยนเครื่องประดับอัญมณีที่ค้นได้จากจวนโหวลงในหีบใหญ่ใบหนึ่ง
เสิ่นชิงฉือโถมตัวเข้าไปที่หีบ สองมือจับปิ่นหยกเขียวไว้แน่น
“นี่คือของที่ระลึกจากท่านย่าข้า คืนมาเถิด...”
“ไปให้พ้น!” ทหารฉกกระชากปิ่นไป แล้วโยนลงหีบตามอำเภอใจ
เสิ่นชิงฉือเข้าแย่งคืน ถูกเขาผลักอย่างแรง ซวนเซล้มลงบนพื้น
ปิ่นร่วงจากขอบหีบ “เพียะ” หนึ่งลงบนก้อนหิน หักเป็นสองท่อน
เสิ่นชิงฉือนิ่งอึ้งไป แล้วจึงร้องไห้โฮออกมา
“ท่านย่า... ปิ่นที่ท่านย่าให้ข้า... รวมทั้งเครื่องศิราภรณ์ประดับอัญมณีชุดนั้น ก็เป็นของท่านย่า...” นางร่ำไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าว แต่แววตากลับเหลือบมองไปทางซ่งหมิงเยว่อย่างจงใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง
ทหารรอบข้างพลันตึงเครียดขึ้นฉับพลัน มือกุมด้ามดาบ จับตาดูซ่งหมิงเยว่อย่างระแวดระวัง เมื่อครู่ภาพที่นางชักมีดฟันทลายคนไปหลายคนยังติดตาอยู่
แต่ซ่งหมิงเยว่กลับไม่แม้แต่จะปรือตาขึ้นมอง
แม้ชีวิตยังจะรักษาไว้ไม่ได้ ไยต้องสนใจปิ่นเครื่องศิราภรณ์อีกเล่า หากเป็นนาง ยามนี้ย่อมคิดแต่จะซุกซ่อนเงินไว้ให้มาก หนทางเนรเทศสามพันลี้ หากไร้เงินตรายากจะก้าวเดินไปได้
นางถึงกับเริ่มคำนวณในใจว่า บรรดาเพชรพลอยที่ถูกยึดไปนั้น มีเท่าใดจะแลกเปลี่ยนเป็นเสบียง โอสถสมุนไพร เครื่องกันหนาวได้บ้าง...
ระหว่างความคิดพลุ่งพล่าน ข้อมือพลันร้อนวาบขึ้นมา