พูดจบ อันหนิงก็ยื่นมือไปกุมมือโจวเนี่ยนเบา ๆ ฝ่ามือของแม่ลูกแนบชิดกัน ความเย็นสัมผัสกับความอบอุ่น ทั้งคู่เงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไร แต่ระหว่างมือที่กุมกันคู่นั้น ราวกับมีพลังไร้เสียงแต่หนักแน่น คอยประคองห้องรับแขกทั้งห้องเอาไว้
โจวมิงไห่มองภาพแม่ลูกที่นั่งเคียงกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ตนเองอาจไม่เคยรู้จักแม่ลูกคู่นี้อย่างแท้จริงเลย
เมื่อก่อน แค่เขามองอันหนิงด้วยหางตา เธอก็ก้มหัวแล้ว เพียงพูดประโยคเดียวก็ทำให้เธอเถียงไม่ออก แต่ตอนนี้เธอนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่หลบไม่เลี่ยง ข้างกายยังมีลูกสาวที่คำนวณบัญชีได้ชัดเจนยิ่งกว่าฝ่ายการเงินของบริษัทเขา และสุขุมเยือกเย็นยิ่งกว่าทนายของบริษัท
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าไพ่ “ออกจากบ้านมือเปล่า” ในมือของตัวเอง ดูเหมือนจะกลายเป็นแค่กระดาษไร้ค่า
ขณะที่ความเงียบกำลังจะแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง เสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก็ดังลั่นมาจากกระเป๋าของโจวมิงไห่ หวานแหลมจนบาดหูว่า
“ที่รัก~ รับสายหน่อย~”
เสียงนั้นออดอ้อนหวานหยดย้อย แถมยังจงใจลากเสียงท้ายยาว ทำเอาใบหน้าแก่ ๆ ของโจวมิงไห่แดงก่ำ เขาลนลานควักโทรศัพท์ออกมา พลางเหลือบมองอันหนิงอย่างกระอักกระอ่วน ไอกระแอมแห้ง ๆ ทีหนึ่ง แต่ไม่ได้อธิบายอะไร ก่อนจะลุกขึ้นเดินเร็ว ๆ เข้าไปในห้องน้ำ พอปิดประตูแล้วจึงลดเสียงลงรับสาย
จากนั้นไม่นาน เสียง “อืม ๆ อ๋อ ๆ” ที่ฟังไม่รู้เรื่องก็ดังลอดผ่านบานประตูออกมาอย่างแผ่วเบา
ในห้องรับแขก อันหนิงนั่งฟังโจวมิงไห่ที่ปกติชอบวางอำนาจใส่เธอ พออยู่ต่อหน้าผู้หญิงอีกคนกลับเชื่อฟังทุกคำอย่างเงียบ ๆ ในใจไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิดไว้
ก่อนวันนี้ เธอไม่เคยเห็นโจวมิงไห่รับโทรศัพท์จากทางนั้นที่บ้าน อย่างน้อยก็ไม่เคยเห็นกับตา
