“พวกเราน่ะ ใช้ชีวิตดี ๆ กันเถอะ อย่าไปยุ่งกับการฆ่าฟันเลย”
เฉินสวินตบบ่าวัวดำ พูดอย่างจริงจัง ฝ่ายหลังก็พยักหน้า ตอนนี้พวกเขาอยู่กันอย่างสบายใจสุด ๆ
“เจ้าวัวเฒ่า ไป ไปหางานในหมู่บ้านกัน โลกนี้ไม่รู้จักวิชาสิบแปดอย่าง จะเดินบนโลกได้ยังไง”
เฉินสวินลุกขึ้นยิ้ม เอาขวานบุกเบิกเหน็บไว้ที่เอว ตอนนี้พวกเขามีข้าวแล้ว ไม่ต้องให้คนอื่นเลี้ยงข้าว แล้วโดนไล่ออกมาอีก
มอ ๆ
หนึ่งคนหนึ่งวัวเริ่มไปกราบอาจารย์เรียนวิชาในหมู่บ้านไม่หยุด ตั้งแต่งานศพครบวงจร ปี่ซูน่าเป่าดังสนั่น พวกเขาเรียนกันครึกครื้น
เทคนิคการแบกโลงของวัวดำน่ะเก่งกว่าเฉินสวินอีก ชาวบ้านเห็นแล้วใครบ้างไม่ชูนิ้วโป้งให้
ตอนนี้ถ้ามีงานมงคลหรืองานอวมงคล เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็มีคนมาเชิญเฉินสวินออกจากถ้ำด้วยตัวเอง สองคำ มืออาชีพ!
เฉินสวินเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว วิชามากไม่หนักกาย เพราะชีวิตอมตะ เขากลับยิ่งมีความหวังกับอนาคต แต่ละวันเต็มเปี่ยมเหลือเกิน
เวลาสิบปีผ่านไปรวดเดียว สายตาของเฉินสวินก็มีร่องรอยของวันเวลามากขึ้น ในหมู่บ้านก็มีเด็กเกิดใหม่ไม่น้อย
“ไร้เทียมทานมันช่างเหงายิ่งนัก”
เฉินสวินยืนอยู่ในถ้ำยิ้มมุมปาก ทำท่าต่อยมวย ตรงหน้าเขามีก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่
ตูม!
เขาต่อยออกไปหนึ่งหมัด เพิ่งสัมผัสหินใหญ่ก็แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ กลายเป็นเศษหินนับไม่ถ้วนในพริบตา กระดูกมือกลับสมบูรณ์ไม่บุบสลาย
วัวดำนั่งอยู่บนพื้น มองเฉินสวินด้วยสีหน้าโคตรเจ๋ง กระดูกไม่หักซะด้วย น่ากลัวถึงเพียงนี้
“วัวเฒ่า เป็นไงบ้าง”
“มอ!”
“ฮ่า ๆ ๆ…”
เฉินสวินเอามือไพล่หลังหัวเราะลั่น ดวงตาเผยสีหน้าเหยียดหยามใต้หล้า “นี่เป็นแค่หนึ่งในสิบส่วนของพลังข้าเอง”
วัวดำดันเชื่อจริง ๆ ดวงตายิ่งฉายแววโคตรเจ๋งกว่าเดิม มองแล้วทำให้เฉินสวินสะใจไม่หยุด
ช่วงสิบปีนี้เฉินสวินเอาคะแนนอายุขัยไปเพิ่มที่พลังทั้งหมด พลังยกกระถางเก้าใบไม่เป็นปัญหาแล้ว เกินกำลังของมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว
ต่อให้เจ้าเสี่ยวเฮยในหมู่บ้านมาข้อมือกับเขา สามนิ้วก็จัดการได้สบาย ๆ
“เฉินสวิน!”
“เฉินสวิน!”
……
นอกถ้ำมีเสียงตะโกนร้อนรนดังเข้ามา วัวดำสะดุ้งเฮือก มีงานเข้าแล้ว! มันรีบใช้เขาเขี่ยอุปกรณ์ เงยหัวขึ้นเล็กน้อย
ตอนนี้มันเป็นวัวเทพประจำหมู่บ้านแล้ว แม้แต่หมาบ้านเหลืองของหมู่บ้านเจอมันยังต้องเรียกว่าพี่วัว แต่นี่เป็นสิ่งที่มันคิดในใจเองน่ะนะ
“พี่น้องชาวบ้าน มีอะไรเหรอ”
เฉินสวินเดินออกจากถ้ำ เห็นว่ามีคนมาตั้งหลายสิบ “งานมงคล หรืองานอวมงคล ข้าเตรียมชุดไว้”
“ผู้ใหญ่บ้านเฒ่า…จากไปแล้ว” ชาวบ้านสองสามคนพูดอย่างเศร้าสร้อย
“หา?”
เฉินสวินตกใจ ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าคนนี้คอยดูแลเขาและวัวเฒ่ามาตลอด ใจเขาแวบหายไปพักหนึ่ง “ไป!”
นอกศาลาไว้ศพในหมู่บ้านเต็มไปด้วยชาวบ้าน เฉินสวินเป่าปี่ซูน่า ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดหงอย ใบไม้ร่วงปลิว
ในแววตาเขาเต็มไปด้วยความถอนหายใจ มนุษย์ธรรมดาไม่อาจต้านทานการพลัดพรากเป็นตาย สั้น ๆ ร้อยปี ผ่านไปไวปานกระพริบตา
วัวดำแบกระฆังหลายใบ ดังกรุ๋งกริ๋ง ประสานกับปี่ซูน่าของเฉินสวิน ราวกับบทเพลงฝังศพแห่งฤดูใบไม้ร่วง นำพาผู้ใหญ่บ้านเฒ่าไปสู่ที่ไกล
บนทางเดินเล็ก ๆ นอกหมู่บ้าน สีหน้าเฉินสวินเรียบเฉย แบกโลงด้วยตัวเอง ขบวนยาวเหมือนมังกรตามหลัง ทั่วทั้งฟ้ามีกระดาษเงินปลิวว่อน
“ฝัง~~”
เฉินสวินกับอีกสองสามคนค่อย ๆ หย่อนโลงลงดินอย่างระมัดระวัง เขายืนอยู่ข้าง ๆ มองดูชาวบ้านทุกคนร่ำลาคารวะ
มีขอให้คุ้มครอง มีขอให้ร่ำรวย มีขอให้เป็นเซียน……
รอจนทุกคนไปแล้ว เฉินสวินโค้งคำนับสามครั้งด้วยความเงียบงัน พึมพำยิ้ม ๆ “ผู้ใหญ่บ้านเฒ่า ขอบคุณที่ดูแลกันมา ขอให้เดินทางดี”
มอ~ วัวดำอารมณ์หดหู่ อยู่ข้าง ๆ เลียนแบบเฉินสวินก้มหัวสามครั้งเช่นกัน
กลับถึงหมู่บ้าน ตอนนี้เสี่ยวเฮยเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาเห็นเฉินสวินก็ยิ้มพูดว่า “พี่สวินเอ๋ย ท่านยังหนุ่มเหมือนเดิม ไม่แก่เลยสักนิด”
“หลัก ๆ ก็เพราะใจดีนี่แหละ”
เฉินสวินหัวเราะ ตบบ่าเสี่ยวเฮย “หนุ่มน้อยเอ๋ย ไม่เลวนี่ ร่างกำยำเหมือนวัว มีวิชาฝีมือเทียบชั้นข้าเมื่อครั้งนั้นสามส่วน”
“ฮิ ๆ”
เสี่ยวเฮยยิ้มเขิน ๆ “พ่อข้าแต่ก่อนเคยไปขุดของในภูเขา เอามาบำรุงข้าคราวใหญ่เลย”
“ไปล่าสัตว์บนเขาก็ระวังตัวด้วย พ่อแม่เจ้าก็แก่แล้ว”
“ข้ารู้ พี่สวิน ไปกินข้าวบ้านข้าไหม”
“ไม่ละ ข้ายังมีธุระ”
เฉินสวินรีบส่ายหัว ด้วยปริมาณอาหารของเขาตอนนี้ เขากลัวจะพาบ้านเสี่ยวเฮยพัง
“ได้ พี่สวินไปก่อนนะ” ในมือเสี่ยวเฮยยังถือไก่ป่าตัวหนึ่ง ร่ำลาเฉินสวิน
“โอเค”
เฉินสวินยิ้ม แต่ละบ้านแต่ละครัวมีควันไฟลอยตุ๋ย เตรียมเปิดมื้อ
หนึ่งคนหนึ่งวัวเดินลอดผ่านแสงไฟนับหมื่นนี้ มุ่งหน้าไปทางถ้ำนอกหมู่บ้าน เหลือเพียงเงาหลังเดียวดายกับประกายเย็นเยียบของขวานบุกเบิกที่เอว
ฤดูใบไม้ผลิมา ฤดูใบไม้ร่วงไป อีกสิบปีผ่านไปรวดเร็ว เสี่ยวเฮยก็มีลูกสองคนแล้ว เด็กผู้ชายคนหนึ่งเฉินสวินตั้งชื่อให้ว่า ต้านฮยอจึ มักถูกเขาแหย่จนร้องไห้ในหมู่บ้าน วัวดำที่ดูอยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะมอ ๆ
ตอนนี้เฉินสวินก็นับเป็นบุคคลผู้มีหน้ามีตาในหมู่บ้านคนหนึ่ง แต่ร่องรอยความชรากลับไม่มีปรากฏบนตัวเขาเลย
ในหมู่บ้านมีคนไม่น้อยที่มองเขาด้วยสายตาประหลาด แถมยังเพราะความเป็นหนุ่มโสดของเขา ยังมีคำนินทาลือออกมาว่า เขาเป็นคนไม่แข็ง
เฉินสวินได้ยินเข้า โมโหเป็นไฟ ร่างบุรุษสูงเจ็ดฉื่อ สามขาแข็งแรงกำยำ ดันถูกหาว่าไม่แข็ง!
เขาหาตัวป้าหวังในหมู่บ้าน ประลองวาทะกับแม่ยกทั้งหลาย น้ำลายกระจาย เถียงกันหน้าแดงก่ำ เกือบจะชักเจ้าเบบี้เบิ้มออกมาพิสูจน์ตัวเอง สุดท้ายเพราะวัวดำพูดไม่เก่ง เลยพ่ายแพ้
ในถ้ำ เฉินสวินหัวเสีย ยังบ่นใส่วัวดำอยู่เลย ไอ้วัวดำนี่ตอนนั้นยืนอยู่ข้างหลังเขาอย่างขี้ขลาดเหลือเกิน ดันพูดไม่ออกสักคำ
“ช่างเถอะ พวกนางมีคนเยอะ”
เฉินสวินถอนหายใจลึก ดันถูกหยามเกียรติเยี่ยงนี้ แบกความผิดโดยใช่เหตุ “วัวเฒ่า ไม่โทษเจ้า โทษแต่พวกเรามีอายุยืน”
มอ!
วัวดำพยักหน้าอย่างแรง ตอนนั้นมันเคยชักเจ้าเบบี้เบิ้มออกมา ดันถูกพวกป้า ๆ กลุ่มนั้นวิจารณ์รูปร่าง เยาะเย้ยไม่หยุด
“แต่ว่าพลังนี่ทำไมบวกถึง 20 แต้มก็สุดล่ะ?”
เฉินสวินสงสัย มันเหมือนติดขัดอยู่ที่คอขวด แม้แต่วัวดำก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
21 แต้มกับ 20 แต้มไม่ต่างกันเลยสักนิด เขาจนใจต้องไปเพิ่มคะแนนอายุขัยที่ความเร็ว แถมยังให้วัวดำอีกแต้มด้วย
คะแนนอายุขัยของพวกเขาตอนนี้: พลัง 21 ความเร็ว 1
พวกเขารู้สึกชัดเลยว่าความเร็วในการเดินเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่า ฝ่าเท้าดั่งมีลม หนทางการหนีไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว หลังเฉินสวินเพิ่มแต้ม ก็พลันรู้แจ้ง
“วัวเฒ่า พวกเราถึงเวลาต้องจากแล้ว”
เฉินสวินถอนใจ ในแววตายังมีความอาลัย “หมู่บ้านนี้ไม่เหมาะกับพวกเราอีกแล้ว”
นอกจากครอบครัวเสี่ยวเฮย หมู่บ้านนี้มีคนที่คุ้นเคยมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ค่อย ๆ หายไป ใบหน้าไม่แก่เฒ่าในสายตามนุษย์ธรรมดามันน่ากลัวเกินไปเล็กน้อย อย่างไรโลกนี้ก็ไม่มีครีมบำรุงผิว ฉีดฮอร์โมนอะไรประมาณนั้น
ส่วนวัวดำก็ดูศักดิ์สิทธิ์เกินไป ในหมู่บ้านมีคนไม่น้อยที่เล็งมัน คิดจะจับมันฆ่า เอามาบำรุงลูกตัวเอง