ยามนักพรตอาภรณ์เหลืองอุ้มจงเสี่ยวหม่านไล่ตามออกไป ราตรีก็เข้มดำราวกับหมึกสาด
บนถนนในหมู่บ้านมีศพหลายร่างนอนเกลื่อน บ้างแขนขาด บ้างเหลือเพียงร่างครึ่งท่อน เลือดซึมลงดินเหลืองจนชุ่ม เหยียบลงไปเหนียวหนืด
จงเสี่ยวหม่านชี้ไปทางหนึ่ง เสียงสั่นเครือ “ทางนั้น พี่ชายวิ่งไปทางนั้น”
นักพรตก้าวเดินฉับไว ชายเสื้อคลุมเต๋าสะบัดส่งเสียงพึ่บพั่บในสายลม
จงเสี่ยวหม่านเกาะอยู่บนบ่าเขา ดวงตากวาดมองในความมืดอย่างร้อนรน
ใต้ต้นไหวโบราณตรงปากหมู่บ้าน มีซอมบี้ตนหนึ่งล้มอยู่ กะโหลกถูกของบางอย่างฟาดจนแหว่งไปครึ่งหนึ่ง เลือดดำไหลนองเต็มพื้น
ข้างกันมีท่อนไม้ผุพังตกอยู่ ปลายไม้เปื้อนสมองส่งกลิ่นเหม็นเน่า
จงเสี่ยวหม่านจำได้ นั่นคือท่อนไม้ที่พี่ชายเก็บขึ้นมาก่อนวิ่งออกไป
นักพรตย่อตัวลงตรวจดูศพซอมบี้ แล้วเดินตามร่องรอยบนพื้นต่อไปอีกหลายก้าว
วัชพืชริมทางถูกเหยียบจนล้มระเนระนาด ในดินมีรอยลากเห็นได้ชัดเป็นทางขาด ๆ หาย ๆ มุ่งออกไปยังทุ่งรกร้างนอกหมู่บ้าน
หยดเลือดกระเซ็นเป็นจุด ๆ บนใบหญ้า ยังไม่แห้งสนิท สัมผัสแล้วเหนียวมือเล็กน้อย
นักพรตตามรอยไปได้ครึ่งลี้ ก่อนหยุดลงตรงทางแยก
ร่องรอยแยกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งมุ่งไปยังสุสานไร้ญาติ อีกทางทอดไปริมแม่น้ำ
เขาย่อตัวตรวจดูอยู่นาน ก่อนใช้นิ้วแหวกพงหญ้า พบเศษผ้าชิ้นเล็กสีเทาเปื้อนคราบเลือดอยู่ในดิน สีคล้ายกับเสื้อคลุมของพี่ชายจงเสี่ยวหม่านตามที่นางบรรยายไว้
รอบเศษผ้าไม่มีร่องรอยอื่นใด
ไม่มีรอยลาก ไม่มีรอยเท้า ราวกับมีคนกระชากมันออกมาแล้วโยนทิ้งไว้ตรงนี้
นักพรตอาภรณ์เหลืองกำเศษผ้าไว้ในมือ ลุกขึ้นมองไปยังเส้นทางทั้งสอง
ลมกลางคืนพัดมาจากทางสุสานไร้ญาติ หอบกลิ่นซากศพเข้มข้นมาด้วย ไกลออกไปมีเสียง “ฮ่อก ๆ” ลอยมาตามลมแผ่ว ๆ ดังสลับกันเป็นระยะ ไม่ได้มีเพียงตนเดียว
เขาก้มมองจงเสี่ยวหม่านในอ้อมแขน เด็กหญิงจ้องเศษผ้าชิ้นนั้นเขม็ง กัดริมฝีปากจนซีดเผือด ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับก้อนหิน
“ทางนั้นมีซอมบี้มากเกินไป” นักพรตกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ข้าจะพาเจ้าไปยังที่ปลอดภัยก่อน”
จงเสี่ยวหม่านพูดอะไรไม่ออกแล้ว นางได้แต่มองเศษผ้าชิ้นนั้นอย่างเหม่อลอย ดวงตาแห้งผากจนปวดแสบ
คำพูดสุดท้ายของพี่ชาย “หม่านหม่าน อย่าออกมา” ยังคงก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวเข็มทิ่มแทง
นางอยากร้องไห้… แต่ดูเหมือนน้ำตาจะเหือดแห้งไปหมดแล้วในค่ำคืนนี้ เบ้าตาแสบฝืดจนปวดร้าว
นางนึกถึงตอนพี่ชายเลื่อนโจ๊กไข่คำสุดท้ายมาให้นาง นึกถึงตอนเขาวิ่งไล่จับไก่ไปทั่วลานบ้าน สะดุดล้มหน้าคะมำ ก่อนลุกขึ้นมายิ้มยิงฟันให้นาง นึกถึงตอนเขาแอบซ่อนถังหูลู่ไว้ใต้หมอนให้นางโดยไม่ให้พ่อแม่รู้ น้ำตาลเคลือบละลายติดมือไปหมด
เด็กหกขวบคนนั้นล่อซอมบี้วิ่งออกไปอย่างแน่วแน่ แม้แต่ศีรษะก็ยังไม่หันกลับมา
นักพรตขยับนางขึ้นให้เกาะบ่าได้มั่นคงกว่าเดิม
“เจ้าชื่ออะไร?” นักพรตก้มถาม
“จงเสี่ยวหม่าน” เสียงของนางแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน “พ่อกับแม่เรียกข้าว่าหม่านหม่าน”
“หม่านหม่าน…” เชียนเฮ่อทวนชื่อนั้น ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบนปลายลิ้น “อายุเท่าไรแล้ว”
“สามขวบ”
เชียนเฮ่อไม่ถามอะไรอีก เขาอุ้มนางเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม
ในลานบ้านมีซอมบี้ไม่กี่ตนที่หนีไปไม่ไกลมารวมตัวกันอีก นักพรตฟันกระบี่จัดการทีละตนอย่างหมดจดฉับไว
จงเสี่ยวหม่านเกาะอยู่บนบ่าเขา ลืมตาจ้องซากสิ่งมีชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนบ้าน นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพร้อมควันดำลอยกรุ่น
ศพพ่อแม่ของนางนอนนิ่งอยู่บนพื้น รอยกระบี่ไม้ท้อบริเวณลำคอไหม้เกรียมเป็นสีดำ
จงเสี่ยวหม่านจ้องมองอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงเบา “ท่านอา ช่วยฝังพวกเขาได้ไหม?”
นักพรตก้มมองนาง
“พ่อบอกว่าคนตายต้องฝังดิน” น้ำเสียงของจงเสี่ยวหม่านไร้คลื่นอารมณ์ “ไม่อย่างนั้นดวงวิญญาณจะหาทางกลับไม่เจอ”
นักพรตเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนวางนางลงบนแท่นโม่หินเพียงแห่งเดียวในลานบ้านที่ยังสะอาด จากนั้นจึงเข้าไปในเรือนเพื่อหาจอบเหล็ก
เขาใช้เวลาครึ่งชั่วยามขุดหลุมสองหลุมใต้ต้นพุทราเก่าหลังลานบ้าน
เขาจัดร่างพ่อแม่ของจงเสี่ยวหม่านให้อยู่ในท่าที่เรียบร้อย แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อเช็ดเลือดบนใบหน้าของทั้งสอง ก่อนจะกลบดินทีละจอบ
จงเสี่ยวหม่านนั่งอยู่บนแท่นโม่หิน ขาสั้นทั้งสองห้อยลงมา ปลายเท้าไม่ถึงพื้น
นางมองนักพรตทำทุกอย่าง นิ้วมือกำขอบแท่นโม่แน่น
เมื่อกลบดินจอบสุดท้ายเสร็จ นักพรตก็ปักจอบลงกับพื้นแล้วปัดดินออกจากมือ
เขาเดินกลับมายืนตรงหน้าจงเสี่ยวหม่าน ก้มลงมองนาง
“บ้านเจ้ายังมีญาติคนอื่นอีกหรือไม่?”
จงเสี่ยวหม่านส่ายหน้า
“แล้วในตระกูลเล่า?”
“พ่อข้าเป็นคนต่างถิ่น ในหมู่บ้านไม่มีญาติร่วมตระกูล”
นักพรตขมวดคิ้ว พินิจดูนาง เด็กหญิงอายุสามขวบ ร่างเปื้อนเลือดที่แห้งกรัง ใบหน้าเล็กสกปรกจนมองไม่เห็นสีผิว
นางนั่งเงียบ ๆ อยู่บนแท่นโม่ ไม่ร้องไห้ ไม่ส่งเสียง ราวกับลูกแมวที่ถูกทิ้งไว้ข้างทาง
ลมกลางคืนพัดใบพุทราให้เสียดสีกันดังซ่า ๆ
กลิ่นซากศพยังลอยมาจากที่ไกล ๆ เป็นระยะ แต่ระลอกที่ดุร้ายที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว
นักพรตเงยหน้ามองท้องฟ้า ทางทิศตะวันออกเริ่มปรากฏแสงสีเทาขาวจาง ๆ ใกล้รุ่งสางเต็มที
เขาย่อตัวลง สบตากับจงเสี่ยวหม่าน
“พ่อแม่ของเจ้าจากไปแล้ว ส่วนพี่ชายก็…” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “คงรอดยาก… ตอนนี้เจ้าอยู่ตัวคนเดียว คงใช้ชีวิตต่อไปไม่ไหว”
จงเสี่ยวหม่านมองเขาโดยไม่ตอบ
นักพรตยื่นมือออกมาตรงหน้านาง หงายฝ่ามือขึ้น
“หากเต็มใจ ก็ตามข้าไปเถิด” เขากล่าว “ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์”
จงเสี่ยวหม่านเงยหน้าขึ้น
แสงยามเช้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างเมฆลงมาเล็กน้อย อาบไล้บนบ่าและปลายผมของนักพรตอย่างบางเบา
เขายืนตัวตรง บนเสื้อคลุมเต๋ายังมีดินใหม่จากหลุมศพพ่อแม่ของนางเปื้อนอยู่ กระบี่ยาวห้อยอยู่ข้างเอว ฝักสลักลวดลายบางอย่างไว้
จงเสี่ยวหม่านพลันนึกถึงห้องกั้นเล็ก ๆ ขนาดสองตารางเมตรในชาติก่อน นึกถึงอาหารสั่งมาส่งตอนเที่ยง นึกถึงคลิปตลกของเจียเย่จื่อในโทรศัพท์ ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับเลือนห่างออกไปราวถูกกั้นด้วยกระจกฝ้าชั้นหนึ่ง
นางค่อย ๆ วางมือลงบนฝ่ามือของนักพรต
มือของเด็กสามขวบอวบอูม ทั้งยังมีสะเก็ดเลือดติดอยู่
นิ้วมือของนักพรตโอบเข้าหากัน กุมมือเล็ก ๆ ของนางไว้ทั้งมือ
“ท่านอาจารย์” นางเรียกเสียงหนึ่ง ลำคอยังคงแหบพร่า
นักพรตพยักหน้า อุ้มนางขึ้นมาให้นอนเกาะบ่า
เขาหันหลังเดินออกจากลานบ้าน ฝีเท้ามั่นคง
จงเสี่ยวหม่านหันกลับไปมองต้นพุทราเก่า ใต้ต้นไม้มีเนินดินใหม่สองเนิน สีดินยังชื้นอยู่
นางซุกใบหน้ากลับลงบนบ่าของนักพรต
“ท่านอาจารย์” นางเรียกอีกครั้ง
“อืม”
“ซอมบี้สมควรตายให้หมด”
ฝีเท้าของนักพรตชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลียวมองนาง เด็กหญิงเกาะอยู่บนบ่า ดวงตาจับจ้องลานบ้านที่ไกลออกไปเรื่อย ๆ แววตาหนักอึ้งและเย็นชาเกินกว่าจะเป็นของเด็กสามขวบ
เขาไม่กล่าวอะไร เพียงกระชับอ้อมแขนให้นางแนบชิดขึ้น แล้วก้าวยาว ๆ มุ่งหน้าไปทางเขาเหมาซาน
แสงอรุณค่อย ๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นเค้าโครงศพบนถนนในหมู่บ้าน
เชียนเฮ่ออุ้มจงเสี่ยวหม่านเดินอยู่กลางถนน หลบศพทีละร่าง
จงเสี่ยวหม่านหลับตาลง ในหัวมีแต่คำพูดสุดท้ายของพี่ชาย
นางกำสาบเสื้อของนักพรตแน่นกว่าเดิม ในที่สุดน้ำตาก็เอ่อทะลักออกมา เงียบงัน ซึมลงในเนื้อผ้าของเสื้อคลุมเต๋า ทิ้งรอยเปียกเป็นวงสีเข้มเล็ก ๆ
นักพรตรู้สึกถึงความเย็นชื้นตรงอก ก้มลงมอง แต่ไม่ได้หยุดฝีเท้า
เขายกมือขึ้นตบหลังนางเบา ๆ สองครั้ง ราวกับปลอบสัตว์ตัวน้อยที่บาดเจ็บ
“ขึ้นไปบนเขาแล้วทุกอย่างจะดีเอง” เขากล่าว
จงเสี่ยวหม่านพยักหน้าเบา ๆ ในอ้อมแขนเขา
ทางขึ้นเขายาวไกล ท้องฟ้าสว่างขึ้นเรื่อย ๆ หมอกลอยขึ้นจากหุบเขา ค่อย ๆ กลืนเส้นทางที่พวกเขาจากมา
จงเสี่ยวหม่านหันกลับไปมอง แต่ไม่เห็นหมู่บ้านนั้นอีกแล้ว
นางหลับตาลง สลักภาพลานบ้านแห่งนั้นไว้ในความทรงจำ
กำแพงดิน ต้นพุทรา รอยร้าวบนเตาไฟ และตุ๊กตาคนตัวเล็กเบี้ยว ๆ ที่พี่ชายใช้ก้อนหินวาดไว้บนธรณีประตู
จงเสี่ยวหม่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองไปเบื้องหน้า
เขาเหมาซานเผยเค้าโครงเลือนรางจากม่านหมอก ราวกับสัตว์ยักษ์หมอบนิ่งอยู่
นางกำหมัดแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามือ ความเจ็บปวดทำให้นางตื่นเต็มตา
จงเสี่ยวหม่านวัยสามขวบสูญเสียพ่อแม่ สูญเสียพี่ชาย และสูญเสียบ้าน
นางเหลือเพียงอาจารย์หนึ่งคน กับเส้นทางขึ้นเขาที่ไม่รู้ว่าจะทอดไปสู่หนใด
