ยามราตรีมาเยือน
จงเสี่ยวหม่านนอนอยู่บนเตียงเล็กสะอาดสะอ้าน ผ้าห่มมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของฝักสบู่ ให้ความรู้สึกสงบและสะอาดตา
สายลมยามค่ำพัดผ่านพงไผ่นอกหน้าต่าง ใบไผ่เสียดสีกันส่งเสียงซ่า เป็นความเงียบสงบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
แต่นางกลับลืมตาโพลง ไร้ความง่วงแม้แต่น้อย
ความสงบในยามกลางวันไม่อาจกลบความหวาดกลัวในยามค่ำคืนได้ ภาพอันน่าสะพรึงกลัวยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด...
นางตะแคงกายเล็กน้อย ซุกใบหน้าเข้ากับหมอนนุ่ม
ชาตินี้นางเพิ่งอายุสามขวบ ไร้บ้านไร้ที่พึ่ง รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
แต่นางไม่ร้องไห้
ไม่ว่าจะหวาดกลัวหรือยากลำบากเพียงใด นางก็จะไม่ร้องไห้
รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้าเพิ่งสาง
“ตื่นหรือยัง?” เสียงเชียนเฮ่อดังมาจากนอกห้อง
จงเสี่ยวหม่านรีบลุกขึ้น สวมชุดนักพรตด้วยตนเองอย่างทุลักทุเล แล้วเดินตามเชียนเฮ่อไปยังวิหารด้านหน้า
ประตูวิหารแง้มไว้ ภายในประดิษฐานรูปเคารพสามมหาบริสุทธิ์และป้ายบรรพาจารย์หลายชั่วรุ่น บนโต๊ะบูชาวางน้ำสะอาดกับผลไม้สด ในกระถางธูปปักธูปสามดอก ควันบางเบาลอยขึ้นช้า ๆ
เชียนเฮ่อผลักประตู พาจงเสี่ยวหม่านเดินเข้าไป
ภายในวิหารมืดสลัว มีเพียงเปลวเทียนไหวระริก เงาของรูปเคารพสามมหาบริสุทธิ์ทอดลงบนกำแพง ใหญ่โตและเงียบงัน
“มานี่ เสี่ยวหม่าน” เชียนเฮ่อยืนอยู่หน้าโต๊ะบูชา
จงเสี่ยวหม่านเดินเข้าไป ยืนอยู่ข้างเขาอย่างว่าง่าย
นางเงยหน้ามองธูปสามดอก เปลวไฟลุกไหม้อย่างสงบ ควันลอยขึ้นตรง ๆ ก่อนแผ่กระจายกลางอากาศ
เชียนเฮ่อจุดธูปใหม่อีกสามดอกแล้วยื่นให้นาง
กระถางธูปทองแดงหน้าวิหารถูกขัดจนเป็นเงาวับ สะอาดเอี่ยม นางตัวเล็กเกินไป เอื้อมไม่ถึงโต๊ะบูชา จึงออกแรงยกม้านั่งไม้ตัวเล็กมาวาง ก่อนเขย่งปลายเท้าน้อย ๆ ปักธูปหอมทั้งสามดอกลงไปอย่างตั้งอกตั้งใจ
ท่าทางยังเก้ ๆ กัง ๆ เถ้าธูปละเอียดร่วงเต็มแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
เชียนเฮ่อยืนนิ่งอยู่ในเงามืดข้างกาย มองดูนางเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยปากรบกวน
จงเสี่ยวหม่านคุกเข่าบนเบาะรอง ร่างเล็กยืดตรง ก้มกราบอย่างนอบน้อมสามครั้ง
นางอธิษฐานอยู่ในใจเงียบ ๆ ทุกถ้อยคำล้วนจริงจัง
บรรพาจารย์ ข้าชื่อจงเสี่ยวหม่าน ชาตินี้ข้าอายุสามขวบก็ไร้บ้าน แต่ชาติที่แล้วข้าก็ไม่เคยทำเรื่องชั่วร้าย หากท่านศักดิ์สิทธิ์จริง โปรดคุ้มครองให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี และโปรดคุ้มครองให้วันหน้าข้าสังหารซอมบี้ ล้างแค้นได้สำเร็จด้วยเถิด
ทันทีที่คำอธิษฐานในใจจบลง เถ้าธูปที่กำลังมอดไหม้เงียบ ๆ ในกระถางก็สั่นไหวเบา ๆ ทั้งที่ไร้สายลม
จงเสี่ยวหม่านชะงักไป ก่อนกวาดตามองรอบด้าน เชียนเฮ่อเหลือบมองนาง
นางรีบหันกลับไปมองกระถางธูปอีกครั้ง เปลวไฟบนธูปทั้งสามดอกตั้งตรงขึ้นสู่เบื้องบน เส้นควันเรียงตัวเป็นระเบียบไร้ความวุ่นวาย แผ่กลิ่นอายลี้ลับที่ยากจะบรรยาย
นางจ้องมองอยู่นาน ก่อนลองอธิษฐานในใจอีกครั้ง “บรรพาจารย์ หากท่านได้ยินคำพูดของข้า ช่วยขยับอีกสักครั้งได้หรือไม่?”
ทว่าควันยังคงลอยขึ้นตรง ๆ ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวอีก
จงเสี่ยวหม่านถอนหายใจแผ่วเบา พึมพำเสียงเบา “เป็นข้าที่คิดไปเองจริง ๆ ด้วย”
เชียนเฮ่อก้าวเข้ามาสองก้าว ก้มมองจงเสี่ยวหม่าน
เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้ามองเขากลับ ดวงตาใสสะอาด ราวกับไม่รู้ว่าตนเพิ่งทำอะไรลงไป
“บรรพาจารย์รับเจ้าแล้ว” เชียนเฮ่อกล่าว
จงเสี่ยวหม่านกะพริบตาปริบ ๆ
เชียนเฮ่อยื่นมือมาลูบกระหม่อมนาง ฝ่ามือวางลงบนเส้นผมยุ่งเหยิง ก่อนตบเบา ๆ หนึ่งที
“ตั้งแต่วันนี้ เจ้าเป็นศิษย์เขาเหมาซานแล้ว จงติดตามข้าฝึกฝนไปก่อน รอให้จิตใจและวิถีเต๋าขัดเกลาจนพร้อมแล้ว ข้าจะประกอบพิธีถ่ายทอดมรรคให้เจ้า เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย ยังจะมีพิธีรับตำแหน่งและศักดิ์อีกด้วย”
“อื้ม!” จงเสี่ยวหม่านพยักหน้าหนักแน่น
เชียนเฮ่อชักมือกลับ เดินไปทางประตูวิหาร เพิ่งก้าวได้สองก้าวก็เหลือบเห็นศีรษะเล็ก ๆ สามหัวหมอบอยู่นอกประตู จึงเอ่ยสั่ง “พานางไปกินอาหารเช้าก่อน แล้วพาเดินดูสถานที่ให้คุ้นเคย”
เป่ยเสวียนรับคำเป็นคนแรก รีบพุ่งเข้ามาแล้วนั่งยอง ๆ ตรงหน้าจงเสี่ยวหม่าน ยิ้มกว้างกล่าวว่า “ศิษย์น้องเล็ก ไปกันเถอะ ศิษย์พี่สี่จะพาเจ้าไปกินของอร่อย!”
หนานชิงพิงกรอบประตู ไม่ได้ขยับไปไหน แต่สายตาจับจ้องธูปทั้งสามดอกในกระถางไม่วางตา
ซีฮวาเดินไปข้างเขา ใช้ข้อศอกสะกิดแล้วลดเสียงลง “ธูปพวกนั้นไม่ธรรมดา”
หนานชิงส่งเสียงฮึ “ข้าเห็นแล้ว”
ตงหยางเป็นคนสุดท้ายที่เดินเข้าวิหาร เขาหยุดยืนหน้าโต๊ะบูชา แล้วคารวะป้ายบรรพาจารย์
จากนั้นจึงหันมาเดินถึงหน้าจงเสี่ยวหม่าน นั่งยองลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ยื่นให้นาง
“เสี่ยวหม่าน เช็ดหน้าเสียหน่อย”
จงเสี่ยวหม่านรับมา
ผ้าเช็ดหน้ามีกลิ่นฝักสบู่จาง ๆ ทั้งสะอาดและนุ่มนิ่ม
นางกำผ้าไว้ในมือ มองใบหน้าอ่อนโยนของตงหยาง จู่ ๆ ก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมา
เมื่อก่อนตอนกินข้าวที่บ้านเสร็จ พี่ชายก็มักเช็ดหน้าให้นางเช่นกัน
จงเสี่ยวหม่านก้มหน้าลงเงียบ ๆ ใช้ผ้าปิดตาแล้วถูแรง ๆ สองครั้ง
เป่ยเสวียนดึงแขนเสื้อนางพาออกไป พลางพูดไม่หยุดว่าในครัวยังเหลือหมั่นโถวกี่ลูก น่องไก่กี่ชิ้น ชิ้นไหนเป็นของที่เขาซ่อนไว้ และชิ้นไหนเก็บไว้ให้อาจารย์...
หนานชิงกับซีฮวาเดินตามหลัง คนหนึ่งคอยเหน็บแนม อีกคนหัวเราะชอบใจ
เชียนเฮ่อยืนอยู่ใต้ระเบียง มองเงาร่างเล็ก ๆ เดินลับหัวมุมไป
ตงหยางเดินเข้ามาช้า ๆ แล้วรายงานเสียงต่ำ “อาจารย์ เมื่อคืนศิษย์น้องหลับสนิทดี ไม่ร้องไห้งอแงเลยแม้แต่น้อย”
“อืม ดีมาก” น้ำเสียงเชียนเฮ่อเรียบเฉย
“ศิษย์น้องอายุยังน้อย แต่จิตใจกลับแข็งแกร่งเป็นพิเศษ” ตงหยางมองไปทางลานด้านหลัง น้ำเสียงเจือความเวทนาอยู่หลายส่วน
เชียนเฮ่อยื่นขวดยาใบหนึ่งที่เอวให้เขา สีหน้าเรียบสงบ “กินข้าวเสร็จแล้วให้ยานางหนึ่งเม็ด พลังปราณและแก่นแท้ของนางพร่องไปมาก ต้องค่อย ๆ บำรุงและฟื้นฟู”
ตงหยางยื่นมือรับขวดยา เดินไปสองก้าวแล้วหยุด ก่อนหันกลับมาถามเสียงเบา “อาจารย์ ศิษย์น้องเมื่อก่อน...”
เชียนเฮ่อมองลานบ้านอันว่างเปล่า สายลมยามค่ำพัดชายชุดนักพรตของเขาไหว น้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่นอย่างยิ่ง
“นับแต่นี้ไป นางคือคนของเขาเหมาซานแล้ว”
