ชั่วขณะต่อมา
รถม้าแล่นออกจากจวนติ้งกั๋วกง
ภายในรถม้า เกาหยางพิงผนังรถลืมตีนตาปลูกขึ้น
ซ่างกวันวานเอ๋อร์นั่งอยู่ข้างกาย จ้องมองทัศนียภาพริมถนนที่ไหลถอยหลังด้วยความเร็วอย่างเงียบงัน
นานเนิ่นนาน นางหันศีรษะกลับมา มองใบหน้าอิดโรยด้านข้างของเกาหยาง แล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า "ท่านผัว วันนี้เหตุใดจึงลงมือตบฉางเหวิน เพราะตำรับยาของฉางเหวิน ทำให้ท่านนึกถึงท่านขุนนางเสิ่นกระมัง"
เกาหยางลืมดวงตา แลบมองซ่างกวันวานเอ๋อร์หนึ่งครั้ง
แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า "โดยธรรมชาติฉางเหวินไม่ใช่คนเลวร้าย แม้แต่ความโลภของเขาก็มิได้เลวร้ายเกินไป เขาเพียงคิดจริง ๆ ว่าเป็นแผนการอันดี ใช้ยาน้อยที่สุดรักษาโรคให้หาย แล้วปล่อยให้รากโรคยังคงอยู่ รอปีหน้ามารักษากันอีก หากมองในมุมของการค้าขาย ช่างเป็นแผนอันชาญฉลาดยิ่งนัก"
"ทว่าในโลกนี้มีบางธุรกิจ ต่อให้กำไรสูงเพียงใดก็ทำมิได้ ต่อให้เงินทองมากมายเพียงใดก็หามิได้"
"เหมือนเสิ่นโหม่ผู้โง่เขลาคนนั้น แลกชีวิตเพื่อความเป็นธรรม แลกเพื่อบุตรชายตระกูลจนที่ไม่เคยรู้จักเขาเลยสักคน"
"แต่พวกเราล่ะ พวกเราถือทรัพยากรอันดีเลิศ สมองอันปราดเปรื่องที่สุด หากใช้ไปเพียงเพื่อคิดกลโกงเงินค่ายาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในกระเป๋าของราษฎร แล้วพวกเราจะต่างจากเฉียนอวี้ถังอย่างไร"
เกาหยางหันศีรษะมองต้นไม้เบื้องนอกที่ไหลผ่านไป
"วันนี้หน้าสถานธนาคารหลวง ราษฎรนับไม่ถ้วนต่างมาฝากเงิน เขาทั้งหลายมิได้เชื่อราชสำนัก มิได้เชื่อสถานธนาคาร หากเชื่อในตัวข้าผู้เป็นเกาหยางต่างหาก"
"วานเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ ความไว้วางใจนี้หนักอึ้งเหลือคณา"
"ดังนั้นเมื่อฉางเหวินเอ่ยถ้อยคำนั้นอย่างอวดอ้าง ข้าก็ลอบคิดในใจว่า หากเสิ่นโหม่ยังมีชีวิตอยู่ หากเขาได้เห็นคนตระกูลเกาลงมือทำสิ่งเช่นนี้ เขาจะคิดเช่นไร"
