ฝูโป๋พยักหน้า ยิ้มเจื่อนเต็มหน้า
เกาเทียนหลงได้ฟัง ใบหน้าแก่ๆ เต็มไปด้วยความกังวล เอ่ยขึ้น “เฮ้อ... ขุนนางในเมืองฉางอันยังแย่งชิงกันถึงเพียงนี้ ส่วนราษฎรธรรมดาๆ นั้น อยากจะกินผักใบเขียวสักคำ กลับยากยิ่งกว่าปีนฟ้าเสียอีก”
“คนเราหากไม่ได้กินผักสดเป็นเวลานาน ร่างกายคงต้องทรุดโทรมแน่ ฤดูหนาวอันยาวนานนี้ เมื่อไหร่เล่าจะสิ้นสุดลง...”
เกาเทียนหลงถอนหายใจยาว วางตะเกียบลง
บรรยากาศในยามนี้ช่างหดหู่เหลือเกิน
เกาเฟิงพยักหน้า สีหน้าเศร้าหมอง เอ่ยรับ “ดังที่หยางเอ๋อร์ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ปีนี้เกรงว่าจะเป็นลางบอกเหตุของการมาถึงของยุคน้ำแข็งน้อย ต่อให้ไม่ใช่ ฤดูหนาวมาถึงก่อนเวลา อากาศหนาวยาวนาน ผลกระทบจะจำกัดอยู่เพียงแค่ฟืนและถ่านหินเท่านั้นหรือ? ผลผลิตในนาลดน้อยลง ผักและผลไม้ร่วงโรย ผลกระทบเหล่านี้ก็มิอาจมองข้ามได้!”
“นี่ก็เพราะหยางเอ๋อร์คิดค้นเตาถ่านหินอัดก้อนขึ้นมา ช่วยชะลอปัญหาฟืนถ่าน และที่ดินทำกินของมหาจักรวรรดิเฉียนเราส่วนใหญ่อยู่แถบเจียงหนาน อากาศแถบนั้นยังพอเป็นใจ ทั้งยังมีคลองขนส่งแม่น้ำเว่ยและแม่น้ำต้าถงคอยลำเลียงส่งมาถึงฉางอัน ราคาข้าวในเมืองฉางอันจึงยังไม่เกิดความปั่นป่วนใหญ่โต นับว่าเป็นสิ่งดีท่ามกลางความโชคร้าย!”
“เพียงแต่ผักสดและผลไม้ต่างๆ นั้น หาทางแก้ไม่ได้จริงๆ การขนส่งผักผลไม้ ระหว่างทางก็ต้องเน่าเสีย ต่อให้ขนมาได้ก็เหี่ยวเฉาไม่เป็นท่าแล้ว และการขนส่งทางไกล โดยเฉพาะผลไม้อย่างลำไย เป็นต้น ต้องใช้กำลังขนส่งมหาศาล ยิ่งปีนี้อากาศหนาวจัด หิมะตกหนักปิดทางเดิน ผักที่ทนหนาวได้มีเพียงน้อยนิด ราคาจะไม่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างไร?”
“ชีวิตราษฎร... ช่างยากเข็ญยิ่งนัก!”
