แคว้นฉู่
พระบรมมหาราชวัง
องค์หญิงฉู่ชิงหลวนสวมฉลองพระองค์สีฟ้าตัดเย็บตามแบบราชสำนัก งดงามเผยให้เห็นเรือนร่างอรชร ผิวขาวดุจหิมะ ใบหน้างามดุจหยกล้ำ ผมยาวสลวยถูกเกล้าเป็นมวย ส่งให้มีเสน่ห์น่ามองยิ่งนัก
“เสด็จพี่ เหตุใดจนถึงบัดนี้ คณะทูตเจริญสัมพันธไมตรียังไม่ออกเดินทางเล่า”
“ตามหลักแล้ว คราก่อนเสด็จพ่อกริ้วถึงเพียงนั้น ภายในเจ็ดวันก็ควรจะออกเดินทางแล้ว”
ฉู่ชิงหลวนเอ่ยถามฉู่หนิงอวี้ซึ่งสวมฉลองพระองค์สีแดงสดที่อยู่ข้างกาย ด้วยใบหน้าเปี่ยมความสงสัยใคร่รู้
“ข้าได้ยินมาว่า เสนาบดีทูลเสนอให้เลื่อนเวลาออกไปอีกสักระยะ มิฉะนั้นจะดูราวกับว่าแว่นแคว้นฉู่ของเราสูญสิ้นเกียรติภูมิ ต้องคอยดูสีหน้าของพวกซงหนู น่าอับอายยิ่งนัก!”
“ฉู่เซิ่งหรือ”
“แต่ข้ากับฉู่เซิ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ผู้นี้เชี่ยวชาญเล่ห์กลอำนาจ ทั้งยังโลภในทรัพย์และหลงในกาม ข้ามิเคยเห็นเขาเป็นพวกมาก่อน ก่อนหน้านี้เขาสนับสนุนการเจรจา ข้าสนับสนุนการสู้รบ โต้เถียงกันหลายครั้ง เหตุใดเขาจึงช่วยเอ่ยวาจาเพื่อข้าได้ นับว่าแปลกประหลาดนัก”
ฉู่หนิงอวี้โอบอุ้มเด็กน้อยไว้ พยักหน้ากล่าว “เรื่องนี้ประหลาดยิ่งนัก...แต่สำหรับเจ้าแล้วนับเป็นเรื่องดียิ่งใหญ่ ช่างมันเถิด!”
ฉู่หนิงอวี้ยิ้มกล่าว
ฉู่ชิงหลวนก้มหน้านิ่งงัน สีหน้าครุ่นคิด
นับตั้งแต่ที่ได้ประมือกับเกาหยาง นางก็มิเคยเชื่อในเรื่องบังเอิญใด ๆ ในโลกอีกเลย
เวลานั้นเอง
นอกตำหนัก
เสียงหนึ่งดังขึ้นพลัน
“รายงาน!”
“กราบทูลองค์หญิงใหญ่ องค์หญิงรอง รายงานจากหน่วยสอดแนมแคว้นซงหนู!”
“ชายแดนปะทุเพลิงศึกอีกครั้ง!”
“มหาจักรวรรดิเฉียนส่งกองทัพสามทางออกจากเมืองซ่างหลิน เสวียนสุ่ยเหอเท่า และเขาชางหลาน เสียงดังสนั่นเกรียงไกร!”
ข่าวนี้แพร่ออกมา