ยามราตรีเพิ่งคลืบลง ตะเกียงเพชรสองฟากถนนจูเชวี่ยสว่างไสวขึ้นทีละดวง
หวงจื่อจานแกว่งพัดพับในมือ เดินเคียงไหล่ไปกับฉือพอเทียน หลินว่านจวี่น และเพื่อนร่วมสำนักศึกษาอีกไม่กี่คน
“เกาเซี่ยงได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ต่อจากนี้ซงหนูย่อมไม่อาจคุกคามมหาจักรวรรดิเฉียนของเราได้อีก ช่างเป็นสิ่งที่ปลื้มใจยิ่งนักของชีวิต!”
“ท่านพี่ฉื่อ ท่านพี่หลิน เงินเดือนเดือนนี้เพิ่งออก พวกเราจะไปนั่งชมบรรยากาศที่สถานอาบอบนวดหลวงเบอร์ 1 ดี หรือไปฟังบทเพลงที่หอร้อยดอกไม้ดี?”
หวงจื่อจานถูมือหัวเราะ “สถานอาบอบนวดนั้นชินชามันไปหน่อย แต่เพื่อเสนาบดีเกา เพื่อนักศึกษาทั้งแผ่นดิน นาน ๆ ครั้งไปอุดหนุนบ้างก็ควร”
“พวกท่านว่าควรไปที่ไหน?”
หลินว่านจวี่นถอนใจยาว “ถึงแม้เพื่อนักศึกษาทั้งแผ่นดิน การสร้างคุณประโยชน์บ้างก็ควร แต่ค่านวดฝ่าเท้ากับปั่นหูหนึ่งชุดที่สถานอาบอบนวดหลวงเบอร์ 1 ก็พอฟังบทเพลงที่หอร้อยดอกไม้ได้ถึงสามคืน”
“ข้าว่าคราวนี้ไปหอร้อยดอกไม้เถิด”
ฉือพอเทียนพยักหน้า ตอบกระชับ “เงินน้อยก็หอร้อยดอกไม้ เงินมากมายก็สถานอาบอบนวด”
หวงจื่อจานไตร่ตรองชั่วครู่ จึงกล่าว “งั้นวันนี้ไปหอร้อยดอกไม้ก่อน อีกไม่นานค่อยไปนั่งเล่นที่สถานอาบอบนวด ช่วงนี้นวดฝ่าเท้ากับปั่นหูมันไม่เลิศรสดังเมื่อก่อนอีกแล้ว”
ทั้งหลายเห็นพ้องต้องกัน จึงมุ่งหน้าสู่หอร้อยดอกไม้
แต่พอเดินมาถึงหัวถนนที่สถานอาบอบนวดหลวงเบอร์ 1 ตั้งอยู่พอดี
ฉือพอเทียนก็ทำทีหยุดฝีเท้าเฉย ๆ
สายตาของเขาจดจ่อมองตรงไปยังชั้นสองของสถานอาบอบนวด
“ท่านพี่ฉื่อ เป็นอันใด?”
หวงจื่อจานสะดุ้ง ถามด้วยความงงงวย
ฉือพอเทียนมิได้ตอบ เพียงมองไม่วางตา
ทั้งหลายเอนตามสายตาของเขาไปดู กายทุกสำรับสะท้านสะเทือนพร้อมกัน แล้วสายตาก็ขยับเลี่ยงมิได้
เห็นระเบียงชั้นสองของสถานอาบอบนวดหลวงเบอร์ 1 ตะเกียงโคมแขวนสูงแปดดวง ส่องสว่างบริเวณนั้นราวกับกลางวัน