ประตูรถปิดดัง “กึก” รถตู้โดยสารค่อย ๆ ไหลไปรวมกับกระแสรถช่วงเวลาเลิกงานอย่างราบรื่น
ไป๋เสี่ยวหม่านยกโทรศัพท์ที่กำลังถ่ายทอดสดเข้ามาใกล้ กล้องแทบจะจ่อหน้าอวี้ เขาเบี่ยงหน้าหลบได้ทัน
เขารีบปิดไมโครโฟน ลดเสียงกระซิบถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “พี่ฉี ผู้หญิงที่อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อเมื่อกี้เป็นใครน่ะ? ผมเห็นพี่ลงไปคุยกับเธอด้วย!”
ฉีอวี้กดปีกหมวกแก๊ปลง ปิดบังดวงตาไปครึ่งหนึ่ง น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับน้ำเปล่า “ไม่รู้จัก”
เขาไม่เคยเจอเหวินเซิงมาก่อน คิดเพียงว่าเป็นสาวสวยที่บังเอิญเจอข้างทาง
“ไม่รู้จักแล้วลงไปซื้อน้ำนานขนาดนั้นทำไมล่ะ?”
ไป๋เสี่ยวหม่านไม่เชื่อสักนิด ขยับก้นไปนั่งที่ข้าง ๆ เขา “ผมเห็นกับตาว่าพี่คุยกับเธอ แถมยังหันกลับไปมองตั้งหลายครั้ง!”
“นายตาฝาดแล้ว”
“สายตาผม 5.0 เชียวนะ!”
“ไป๋เสี่ยวหม่าน”
ฉีอวี้เหลือบมองเขา แววตาเย็นเยียบ
สวี่จืออี๋ที่นั่งอยู่เบาะหน้าฝั่งข้างคนขับหันกลับมาส่งสายตาดุ “เสี่ยวหม่าน กล้องถ่ายทอดสดยังเปิดอยู่นะ”
ไป๋เสี่ยวหม่านเพิ่งนึกได้ว่าหน้าจอแชตยังไหลพรืด รีบหันกลับไปพูดกลบเกลื่อนใส่กล้อง ก่อนจะปิดไลฟ์อย่างรวดเร็ว
แต่ปิดไลฟ์ไม่ได้แปลว่าจะหุบปาก เขาขยับจากเบาะหลังมานั่งข้างฉีอวี้ แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“พี่ฉี เอาจริงนะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? หน้าตาสวยดี บุคลิกก็ดี ดูอายุมากกว่าพี่ด้วย—”
สวี่จืออี๋เรียก “ไป๋เสี่ยวหม่าน”
“ครับ!”
“นั่งดี ๆ”
“ผมนั่งดีแล้วครับ”
ไป๋เสี่ยวหม่านนั่งตัวตรง แต่ปากยังไม่หยุด “แล้วตกลงเธอเป็นใครกันแน่? ถ้าพี่รู้จักก็แนะนำให้ผมรู้จักบ้างสิ ผม—”
“นายไม่รู้จักหรอก”
ฉีอวี้พูดขัด น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย
เคออี่หมิงนั่งพลิกคู่มือกลยุทธ์อยู่ริมหน้าต่าง เอ่ยแทรกโดยไม่เงยหน้า “เลิกเซ้าซี้สักที ไม่เห็นหรือไงว่าเขาไม่อยากพูด?”
“แต่ว่า—”
“ยิ่งถามก็ยิ่งไม่บอกหรอก”
เขาเหลือบตาขึ้น “ถ้ายังเสียงดังอีก พรุ่งนี้นายไปเล่นตำแหน่งป่า ส่วนฉีอวี้ไปเล่นซัพพอร์ต”
ไป๋เสี่ยวหม่านเบะปาก เงียบกริบทันที แล้วหดตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว ได้แต่ขยับปากบอกเจียงเย่ที่นั่งข้าง ๆ โดยไม่ออกเสียงว่า: เขา-ต้อง-มี-พิ-รุธ-แน่
เจียงเย่แสร้งทำเป็นไม่เห็น เบือนหน้าไปมองแสงไฟนีออนนอกหน้าต่างที่เรียงรายถอยห่างออกไปทีละแถว
ฉีอวี้เอนศีรษะพิงกระจกรถ ภาพด้านข้างของใบหน้าใต้ปีกหมวกสะท้อนอยู่บนกระจก ไฝเม็ดเล็กใต้ตาขวาซ่อนอยู่ในเงามืด
เขานึกถึงภาพเมื่อครู่
พวกเขาเพิ่งเสร็จจากกิจกรรมของแบรนด์ ขากลับผ่านร้านสะดวกซื้อ พี่จือเหลียนถามว่าใครอยากซื้ออะไร เขาจึงตอบส่ง ๆ ว่า “น้ำ”
รถจอด เขาเข้าไปซื้อน้ำที่ร้านสะดวกซื้อ พอเดินออกมาเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเหวินเซิงยืนอยู่ตรงหน้าร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกล
แสงไฟตกกระทบร่างเธอ ชุดเดรสสีขาวนวลขับให้ทั้งตัวดูอ่อนโยนละมุนละไม
ใบหน้าเธอไม่มีอารมณ์ใด ๆ แต่ใต้ความสงบนั้นซ่อนความรำคาญเอาไว้
เขามองเห็น
และยังเห็นผู้ชายที่ตามออกมาข้างหลังเธอ ปากขยับไปมา แม้ยืนอยู่อีกฝั่งถนนก็ยังดูออกว่ากำลังพูดจ้ออะไรสักอย่าง
“เปิดคลินิกกระจอก ๆ แล้วมันจะวิเศษตรงไหน...”
มือที่ฉีอวี้กำลังหมุนฝาขวดชะงักไปเล็กน้อย
เขาเองก็ไม่รู้ว่าความโมโหนี้มาจากไหน ทั้งที่เคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ทั้งที่เวลานั้นเธอก็นอนอยู่บนเก้าอี้ทำฟันเพียงไม่กี่นาที
กระทั่ง...จะเรียกว่ารู้จักกันก็ยังไม่ได้ แต่พอเห็นเธอยืนนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดไร้สาระ สีหน้าเฉยเมยราวกับคร้านจะโต้เถียง ใจเขากลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
แล้วเขาก็เดินเข้าไป ได้ยินตัวเองพูดว่า “สายตาแย่จริง ๆ”
จากนั้นก็รับใบปลิวที่เพิ่งถูกยัดใส่มือเธอมา ปลายนิ้วแตะหลังมือเธอโดยไม่ตั้งใจ น้ำเสียงเย็นชา “ขอโทษนะครับ พวกเรากำลังรีบ”
ผู้ชายคนนั้นชะงัก เหวินเซิงเองก็นิ่งไป เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ดูคล้ายกำลังงุนงง
เขาไม่ได้มองผู้ชายคนนั้น เพียงก้มตาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบา “ไปกันเถอะ”
พูดจบก็รู้สึกเสียใจทันที
บุ่มบ่ามเกินไป ไม่เหมือนตัวเองเลย
แต่เขาควบคุมไม่ได้
โทรศัพท์สั่นขึ้น เป็นข้อความจากฉีสวี่
【ยังปวดฟันอยู่ไหม? นัดมาตรวจซ้ำหรือยัง?】
ฉีอวี้จ้องข้อความนั้นอยู่สามวินาที ก่อนพิมพ์ตอบไปคำเดียว【อืม】
อีกฝ่ายตอบกลับมาทันที【อืมคือปวดหรือไม่ปวด? อย่ามาตอบส่ง ๆ แค่คำเดียว】
ฉีอวี้ไม่ตอบอีก วางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงบนตัก หลับตาเอนหลังพิงเบาะ
ไป๋เสี่ยวหม่านเกาะพนักพิงเบาะหน้า กระซิบกระซาบกับเจียงเย่ “พี่เจียง พี่เห็นไหม? เมื่อกี้มุมปากพี่ฉีขยับด้วย! แค่แวบเดียวเอง!”
“นายตาฝาดแล้ว”
“ไม่มีทาง! มันเป็นความรู้สึกแบบ...ดูขัดเขินนิด ๆ แล้วก็นุ่มนวลหน่อย ๆ!”
เคออี่หมิงไม่หันกลับมา เรียกเสียงเย็น “ไป๋เสี่ยวหม่าน”
รถแล่นทับเนินชะลอความเร็ว ช่วงล่างสะเทือนขึ้นอย่างแรง
คิ้วของฉีอวี้ขมวดเข้าหากันทันควัน มือขวาที่วางอยู่บนตักงอนิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
“ลุงจ้าว”
“ครับ?”
“เปลี่ยนเส้นทางเถอะ ทางนี้สะเทือนเกินไป”
ลุงจ้าวเหลือบมองเขาผ่านกระจกมองหลัง ตอบรับอย่างคุ้นชินว่าได้
ตั้งแต่ฉีอวี้บาดเจ็บ เขาก็ไวต่อแรงสะเทือนของถนนเป็นพิเศษ แค่เจอฝาท่อเพิ่มอีกสองสามอันก็รู้สึกว่าข้อมือสั่นจนหนักอึ้งแล้ว
เสียงพึมพำเบาหวิวราวยุงของไป๋เสี่ยวหม่านดังมาจากเบาะหลัง “โรคเจ้าหญิงกำเริบอีกแล้ว”
เจียงเย่เตะหน้าแข้งเขาใต้เบาะ แล้วส่งสายตาปราม
รถตู้โดยสารจอดสนิทอย่างนุ่มนวลที่หน้าฐานฝึก
ฉีอวี้ลุกลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว เพิ่งก้าวออกไปได้ก้าวเดียวก็ได้ยินไป๋เสี่ยวหม่านตะโกนตามหลัง “พี่ฉี! พี่ลืมน้ำไว้!”
เขาก้มมองฝ่ามือ ตัวเองมือเปล่าจริง ๆ น้ำแร่ขวดที่เพิ่งเปิดแล้วดื่มไปอึกหนึ่งวางทิ้งอยู่บนเบาะ
เขาหันกลับไปรับน้ำ ไป๋เสี่ยวหม่านยื่นขวดให้พร้อมดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความสงสัย “พี่ฉี ดื่มไปแค่อึกเดียวเอง ทำไมไม่ดื่มต่อแล้วล่ะ?”
“อืม”
“ทำไมล่ะครับ?”
“ไม่สดแล้ว”
ไป๋เสี่ยวหม่าน “...”
โรคเจ้าหญิงนี่สมคำร่ำลือจริง ๆ
ฉีอวี้เหลือบมองเขาอย่างเย็นชา ไม่ตอบอะไร แล้วหันหลังเดินตรงเข้าไปในประตูฐานฝึก
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นอีกครั้ง เขาหยิบออกมาดู เป็นข้อความแจ้งเตือนนัดตรวจซ้ำจากคลินิก ลงชื่อว่า “คลินิกทันตกรรมเหวินเซิง”
ปลายนิ้วเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนบันทึกข้อความนั้นไว้
...
คนไม่เดือดร้อน แต่คนรับใช้กลับร้อนใจแทน
เหวินเซิงเพิ่งหยิบกุญแจออกมาไขประตูบ้าน ปลายรองเท้ายังครูดอยู่กับพรมตรงโถงทางเข้า โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นครืด ๆ
บนหน้าจอขึ้นคำว่า “ท่านแม่” แค่เห็นก็รู้แล้วว่าโทรมาถามเรื่องนัดดูตัวต่อจากวันนี้
เธอเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะพื้นนุ่ม แขวนกระเป๋าผ้าไว้กับตะขอหลังประตู แล้วค่อยกดรับสาย เดินลากรองเท้าแตะไปที่ระเบียง
ลมเย็นยามค่ำพัดปอยผมข้างขมับให้ปลิวไหว แสงไฟถนนสีเหลืองนวลเรียงต่อกันอยู่เบื้องล่าง รถยนต์เคลื่อนตัวไปช้า ๆ ราวกับสายน้ำเรืองแสง
“แม่”
เธอพิงราวระเบียง น้ำเสียงราบเรียบราวกับน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว
“เซิงเซิง? ในที่สุดก็รับสายสักที!”
เสียงจ้าวฮุ่ยหลานดังลอดมาตามสาย แฝงความร้อนใจที่แทบสะกดไว้ไม่อยู่ ไม่ต่างจากตอนโทรตามเธอถี่ยิบให้รีบออกไปเมื่อบ่าย “วันนี้เป็นยังไงบ้าง? ผู้ชายคนนั้นนิสัยดีไหม?”
“คุยกันถูกคอหรือเปล่า? งานมั่นคง คนก็ซื่อสัตย์ แม่ดูจากรูปแล้วหน้าตาก็ดูภูมิฐาน...”
เหวินเซิงใช้นิ้วคลึงลวดลายโลหะเย็นเฉียบบนราวระเบียง ก่อนเอ่ยขัดขึ้นช้า ๆ “แม่ ต่อไปอย่าฝากป้าหวังกับคนอื่น ๆ ให้ช่วยหาคู่ให้หนูอีกเลยค่ะ เราไม่เหมาะกัน”
เธอไม่ได้เติมแต่งเรื่องราวหรือพร่ำบ่นด้วยความน้อยใจ เพียงเล่าอย่างสงบถึงคำพูดสำคัญ ๆ ที่อีกฝ่ายพูดบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็น “ผู้หญิงสุดท้ายก็ต้องกลับไปดูแลครอบครัว” “เปิดคลินิกเล็ก ๆ ไม่มั่นคง” หรือ “อายุยี่สิบเจ็ดถือว่าเป็นแม่ตอนอายุมากแล้ว” เธอไม่ได้เก็บผู้ชายคนนั้นมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
จ้าวฮุ่ยหลานขึ้นเสียงทันที “เด็กคนนี้พูดจาอะไรของเขา!”
“อายุเยอะอะไรกัน? ยี่สิบเจ็ดจะเรียกว่าอายุเยอะได้ยังไง?”
น้ำเสียงเธอโกรธยิ่งกว่าเหวินเซิงเสียอีก “เป็นความผิดของแม่เองที่ไม่ถามให้รู้เรื่องว่าเขาเป็นคนยังไงก่อน แล้วรีบเร่งให้ลูกไป”
“เอาละ ต่อไปแม่จะไม่แนะนำใครให้แล้ว ลูกจัดการเอง เจอคนที่ถูกใจก็ค่อยคบกัน ถ้าไม่เจอก็ช่างเถอะ แม่ไม่เร่งแล้ว”
เงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเธอก็อ่อนลง ก่อนจะเสริมเบา ๆ ว่า “แม่แค่กลัวว่าลูกจะอยู่คนเดียวทุกวัน กลับบ้านหลังเลิกงานก็เงียบเหงา ไม่มีใครให้คุยด้วย”
เหวินเซิงอดยิ้มไม่ได้ “รู้แล้วค่ะแม่ หนูอยู่คนเดียวก็มีความสุขดี พอเสร็จงานที่คลินิกก็อ่านหนังสือบ้าง เดินเล่นบ้าง สบายจะตาย”
เธอคุยเรื่องทั่วไปกับแม่ต่ออีกสองสามคำ ถามว่าช่วงนี้พ่อยุ่งกับการเตรียมสอนหรือเปล่า แล้วกำชับว่าอย่ายืนนานเวลาไปเต้นรำที่ลาน จึงค่อยวางสาย
เธอเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วเท้าคางบนราวระเบียงรับลมอยู่ครู่หนึ่ง
แสงไฟถนนอาบไล้ใบหน้า ให้ความรู้สึกอบอุ่นละมุน
เธอถอนหายใจเบา ๆ
ถึงแม่จะเร่งเรื่องแต่งงานไปหน่อย แต่มีพ่อแม่ที่เข้าใจเหตุผลแบบนี้ก็นับว่าโชคดีแล้ว พวกท่านไม่บังคับ ไม่กดดัน ต่อให้ในใจร้อนรนจนแทบอยู่ไม่สุข สุดท้ายก็ยังยอมตามใจเธอ
เหมือนตอนนั้นที่เธอลาออกจากงานมั่นคงในโรงพยาบาลรัฐมาเปิดคลินิก ครอบครัวบ่นกันอยู่ครึ่งเดือน ท้ายที่สุดพ่อก็แอบยัดเงินทุนก้อนแรกให้เธอตอนแม่ไม่ทันสังเกต
กลิ่นหญ้าสดจากใบอู๋ถงริมทางลอยมาตามลม เหวินเซิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ช่างเถอะ เรื่องนัดดูตัวก็คิดเสียว่าออกไปกินข้าวมื้อหนึ่งที่ไม่ถูกปากก็แล้วกัน
เธอกำลังจะหันกลับเข้าบ้าน โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นอีกครั้ง
เป็นข้อความแจ้งเตือนนัดตรวจซ้ำที่ระบบของคลินิกส่งมาโดยอัตโนมัติ ด้านล่างมีบันทึกที่พิมพ์เพิ่มไว้หนึ่งบรรทัด【ฉีอวี้ วันศุกร์ ตรวจซ้ำ】
เหวินเซิงมองสองคำนั้น ปลายนิ้วชะงักไปเล็กน้อย
