ชั่วพริบตาเดียว ทั้งสองก็ห้ำหั่นกันมาหลายร้อยกระบวนท่าแล้ว
แม้ลมหายใจของหลินเป่ยเฉินจะเริ่มปั่นป่วน ทว่าสายตากลับคมกริบดุจคมมีด ยิ่งสู้ยิ่งห้าวหาญ เจตฆาตบนร่างแผ่กระจายออกมาดุจคลื่นน้ำ
ส่วนหลีเย่าเทียนกลับยิ่งสู้ยิ่งอึดอัด บาดแผลบนร่างผลิบานราวดอกโลหิต แผลแล้วแผลเล่าซ้อนทับกัน ปราณวิญญาณก็ถูกใช้ไปมหาศาล ท่วงท่าการกวัดแกว่งกระบี่ค่อย ๆ เชื่องช้าลง ช่องโหว่ในการป้องกันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในจังหวะนั้นเอง หลินเป่ยเฉินพลันฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายเผยช่องโหว่ พลิ้วกายอ้อมไปด้านหลังดุจภูตผี กระบี่ยาวในมือแทงเข้าหาแผ่นหลังของเขาในพริบตา
“ฉึก!”
เสียงเบา ๆ ดังขึ้น ปลายกระบี่แหลมคมแทงทะลุแผ่นหลังของหลีเย่าเทียนในพริบตา โผล่พ้นหน้าอกออกมาราวหนึ่งชุ่น พร้อมเลือดสดที่สาดกระเซ็นชวนแสบตา
หลีเย่าเทียนเบิกตากว้าง ร่างพลันแข็งค้างอยู่กับที่ เลือดสดไหลทะลักจากบาดแผล ย้อมพื้นใต้ร่างจนแดงฉาน
“เป็นไปไม่ได้....... ข้าจะ....... ตาย....... ได้อย่างไร.......”
ลำคอของหลีเย่าเทียนส่งเสียงครืดคราด แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความคับแค้นใจ
เขาคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าตนเป็นถึงศิษย์ในสำนักขั้นแปรวิญญาณชั้นสองแท้ ๆ กลับต้องมาตายในมือศิษย์งานทั่วไป เพียงเพื่อเอาใจโจวซูเหยา
หลินเป่ยเฉินเดินไปหยุดตรงหน้าเขาอย่างเชื่องช้า สีหน้าไร้อารมณ์ขณะถอดแหวนเก็บของจากมืออีกฝ่าย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “ชาติหน้าก็ลืมตาให้กว้างหน่อย อยากเป็นหมาเลียใครก็ไม่มีใครห้าม แต่อย่าไปหาเรื่องคนที่ไม่ควรหาเรื่อง”
“เจ้า.......” หลีเย่าเทียนโกรธจนเลือดลมพลุ่งพล่าน กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ร่างทนต่อไปไม่ไหว ล้มตึงลงกับพื้น หมดลมหายใจโดยสิ้นเชิง
เงียบงัน!
รอบเวทีศึกเป็นตายเงียบกริบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะระเบิดขึ้นดุจฟ้าร้อง
