เมื่อผู้อาวุโสผมขาวสั่งการลงมา อากาศบนเวทีศึกเป็นตายพลันคล้ายแข็งค้าง บรรยากาศตึงเครียดราวกับพร้อมชักกระบี่เข้าห้ำหั่นกดดันจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก
“ไอ้สารเลว ตายเสียเถอะ!”
หลีเย่าเทียนตวาดด้วยโทสะ ปราณแท้ภายในร่างระเบิดออกฉับพลัน กระบี่ยาวในมือแปรเป็นงูวิญญาณสีเงินวาว พัวพันด้วยพลังกระบี่อันเยียบเย็น แทงตรงเข้าใส่ลำคอของหลินเป่ยเฉิน
เขารู้ดีว่าหลินเป่ยเฉินมีฝีมือไม่ธรรมดา ดังนั้นเมื่อเริ่มลงมือจึงไม่ออมแรงแม้แต่น้อย ใช้วิชากระบี่ที่ตนภาคภูมิใจที่สุดออกมา กระบวนท่าดุดันรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด ทิ้งเงาซ้อนทับเป็นชั้น ๆ จนยากจะแยกแยะว่าอันใดจริงอันใดลวง
สีหน้าของหลินเป่ยเฉินยังคงสงบนิ่ง ปลายเท้าแตะพื้นเบา ๆ ใช้ฝีเท้าไล่จันทร์ในทันที ร่างกายพลิ้วไหวดุจภูตพราย หลบคมกระบี่ได้อย่างเฉียดฉิว ชั่วพริบตาก็วูบไปอยู่ด้านข้างของหลีเย่าเทียน
ขณะเดียวกัน กระบี่ชิงเสวียนในมือเขาพลันสั่นสะบัด แสงกระบี่เจิดจ้าสายหนึ่งกรีดผ่านอากาศ พร้อมเสียงหวีดหวิว พุ่งฟันใส่เอวด้านข้างของหลีเย่าเทียน
หลีเย่าเทียนตอบสนองรวดเร็วยิ่ง เมื่อเห็นหลินเป่ยเฉินหลบการโจมตีแล้วเปลี่ยนรับเป็นรุก ก็พลิกข้อมือทันที กวัดกระบี่ยาวกลับมาสกัดกั้นการโจมตีนี้ไว้ได้อย่างฝืนกำลัง
“เคร้ง!”
เสียงใสดังกังวาน ประกายไฟกระจายว่อน ทั้งสองต่างถอยไปคนละครึ่งก้าว ก่อนจะเข้าพัวพันต่อสู้กันอีกครั้ง
หลินเป่ยเฉินไม่ลนลาน ใช้ฝีเท้าไล่จันทร์หลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายเคลื่อนไหวผ่านแสงกระบี่ดุจใบหลิวเริงระบำกลางสายลม
กระบี่ยาวในมือเขาพลิ้วไหวรวดเร็วยิ่งขึ้น กระบวนท่าของวิชากระบี่จันทราเยือกต่อเนื่องลื่นไหลดุจสายน้ำ ผสานการตั้งรับและโจมตีได้อย่างลงตัว
การต่อสู้ของทั้งสองยิ่งทวีความดุเดือด เงากระบี่ตัดสลับกัน เสียงปะทะดังไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่ประมือประกายไฟเจิดจ้าก็พลันปะทุขึ้น จนผู้ชมด้านล่างใจหายใจคว่ำ
