“หลินเป่ยเฉิน เจ้าจะไม่ได้ตายดี! ต่อให้ข้ากลายเป็นผี ก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป!”
โจวซูเหยานอนอยู่บนพื้น ลมหายใจรวยริน ทว่าสายตากลับราวกับคมมีดอาบยาพิษ จ้องเขม็งหลินเป่ยเฉินด้วยความอาฆาตแค้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“อยู่ในสภาพเช่นนี้แล้วยังปากแข็งอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะขายเจ้าไปหอนางโลม ให้ได้ลิ้มรสความทรมานที่อยากมีชีวิตก็ไม่ได้ อยากตายก็ไม่ได้?”
น้ำเสียงของหลินเป่ยเฉินแฝงความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง สำหรับคนกลับกลอกเช่นนี้ ความเมตตารังแต่จะทิ้งภัยพิบัติไว้ให้ตนเอง
“หลินเป่ยเฉิน! เจ้ากล้าทำลายระดับขั้นของศิษย์น้องซูเหยา อาจารย์ของข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
จี้ชิงอีที่อยู่ด้านข้างพยายามฝืนเงยหน้าขึ้น กัดฟันกรอด ใบหน้าเปื้อนเลือดผสมน้ำตา ความโกรธแทบจะกลืนกินนางทั้งคน
“นังสารเลว ข้าไม่เพียงทำลายระดับขั้นของนาง บัดนี้ยังจะทำลายของเจ้าด้วย”
หลินเป่ยเฉินหัวเราะเย็นชา ก่อนก้าวไปยืนตรงหน้าจี้ชิงอี แล้วยกฝ่ามือซัดเข้าที่ตันเถียนของนางอย่างหนักหน่วงโดยไม่ลังเล
“เจ้า...เจ้ากล้าทำลายระดับขั้นของข้า!”
จี้ชิงอีเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวังที่หนาวเหน็บถึงกระดูก ความเจ็บปวดรุนแรงจากตันเถียนทำให้ร่างนางกระตุกเกร็ง “ระดับขั้นของข้า...อนาคตของข้า...”
“ยังมีเจ้าอีกคน”
หลินเป่ยเฉินหันกลับไป สายตาจับจ้องตงฟางหานที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “ก่อนหน้านี้มิใช่กำเริบเสิบสานนักหรือ? เหตุใดตอนนี้ถึงนอนแผ่อยู่บนพื้นเหมือนหมาตายเล่า?”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็ยกเท้าเหยียบลงบนใบหน้าของตงฟางหาน กดใบหน้าอีกฝ่ายแนบกับพื้นเย็นเฉียบอย่างแรง เศษหินบดเสียดสีแก้มของตงฟางหานจนเจ็บแปลบ
“หลินเป่ยเฉิน! อาจารย์ของข้าคือผู้อาวุโสองค์ที่เก้า! หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า ท่านไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”