เมื่อหลินชีเย่เห็นชัด ๆ ว่าจ้าวคงเฉิงกำลังพาเขาเดินเข้าใกล้โรงแรมคู่รักริมถนนที่เปิดไฟสลัวชวนให้คิดไปไกล ใบหน้าของเขาก็แข็งค้างทันที รูม่านตาหดวูบ
หนังศีรษะชาวาบ ร่างกายบิดตัวตามสัญชาตญาณ ก่อนจะหันหลังเตรียมเผ่น!
แต่จ้าวคงเฉิงเดาทางเขาไว้ก่อนแล้ว มือใหญ่คว้าหมับจากด้านหลัง ล็อกตัวเขาไว้แน่นจนไม่มีช่องให้ดิ้นหลุด จากนั้นก็ลากเข้าโรงแรมไปทั้งอย่างนั้น
“นายจะทำอะไร!” หลินชีเย่ลนลานจนพูดไม่คิด “ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะ ฉันเป็นริดสีดวง! อย่ามาทำอะไรบ้า ๆ นะ!”
เสิ่นหลีเดินตามมาด้านหลังอย่างไม่รีบร้อน แววตาเต็มไปด้วยความขบขันที่ได้ดูเรื่องสนุก ฝีเท้าเบาราวกับกำลังเดินเล่น
พนักงานต้อนรับสาวยิ้มตามมารยาท ก่อนเงยหน้าถามว่า “สวัสดีค่ะ ต้องการห้องแบบไหนคะ?”
“ห้องเตียงใหญ่ธีมเร้าใจสุดเหวี่ยงหนึ่งห้องครับ ขอบคุณ” จ้าวคงเฉิงตอบอย่างเรียบเฉยเป็นธรรมชาติ
หลินชีเย่ “……”
เสิ่นหลีหัวเราะออกมาทันที มุมปากฉีกกว้าง สีหน้าราวกับได้กินเผือกสมใจ
รอยยิ้มของพนักงานสาวแข็งค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ทว่าสองวินาทีต่อมา แววตากลับลุกโชนด้วยประกายตื่นเต้นที่ได้เผือก เธอลอบมองเด็กหนุ่มที่ถูกลากเข้ามาอย่างไม่เต็มใจ กับเด็กสาวที่ยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้าง ๆ
บรรยากาศในโรงแรมพลันแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
หลินชีเย่กำหมัดแน่น ทั้งตัวชาไปหมด
ส่วนเสิ่นหลีที่อยู่ข้าง ๆ ยิ่งตื่นเต้นจนกำหมัดแน่น แอบดูเรื่องสนุกเงียบ ๆ
“ยืนบื้อทำอะไรอยู่ ตามมา” จ้าวคงเฉิงหันกลับไปเหลือบมองหลินชีเย่ที่ยังอึ้ง ก่อนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
เห็นเขาทำท่าราวกับเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ ตัวเกร็งไปทั้งร่าง จ้าวคงเฉิงก็อดหัวเราะแล้วด่าเบา ๆ ไม่ได้ “อย่าเกร็งขนาดนั้นสิ แค่หาที่คุยธุระกันจริง ๆ”
“คุยเรื่องอะไร?” หลินชีเย่มองอย่างระแวดระวัง
“คุยเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ของพวกนาย เรื่องเทพเจ้าที่อยู่เบื้องหลังเขตศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ความสามารถที่พวกนายมี”
จ้าวคงเฉิงจ้องเขานิ่ง “นายเจอมีคาเอลแล้วใช่ไหม?”
สิ้นคำ หลินชีเย่ก็เงียบไปทันที
ถึงตอนนี้เขาถึงยืนยันได้อย่างแท้จริงว่าเงาร่างเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์หกปีกเมื่อสิบปีก่อน คือเทวทูตสวรรค์ในตำนาน มีคาเอล
จากนั้นจ้าวคงเฉิงก็หันไปมองเสิ่นหลีที่ยืนพิงกำแพง ดูเรื่องสนุกอย่างเงียบ ๆ พร้อมเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “แล้วเธอล่ะ? เธอก็น่าจะเป็นผู้ครอบครองเขตศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันใช่ไหม? เขตศักดิ์สิทธิ์ของเธอชื่ออะไร?”
“เขตศักดิ์สิทธิ์ของฉันคือ【ชี้ขาดเป็นตาย】” เสิ่นหลีตอบอย่างเปิดเผย
“ชี้ขาดเป็นตาย?” จ้าวคงเฉิงเกาศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “ไม่เคยได้ยินชื่อเขตศักดิ์สิทธิ์นี้เลย เป็นความสามารถของเทพองค์ไหน?”
เสิ่นหลีครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบช้า ๆ “เทพเจ้าที่ฉันเป็นตัวแทนมีนามว่าต้าไซหมิง เป็นเทพเจ้าพื้นเมืองของต้าเซี่ย ผู้ดูแลชีวิต”
“เทพเจ้าของต้าเซี่ยเหรอ?!”
จ้าวคงเฉิงเงยหน้าพรวด ดวงตาสว่างวาบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบปิดไม่มิด
“อืม” เสิ่นหลีพยักหน้าเบา ๆ
คราวนี้แววตาที่จ้าวคงเฉิงมองเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เต็มไปด้วยความคาดหวังและความกระตือรือร้น เขาถามต่อเนื่องเป็นชุด “ทำไมท่านถึงเลือกเธอ? ฝากฝังอะไรไว้หรือเปล่า? เธอเจอต้าไซหมิงเมื่อไหร่? ความสามารถเฉพาะของเขตศักดิ์สิทธิ์เธอคืออะไร? แล้วหลินชีเย่ มีคาเอลมาหานายด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่?”
“เดี๋ยวก่อน ๆ!” เสิ่นหลีรีบยกมือห้าม สีหน้าอับจน “ถามมาทีเดียวเยอะขนาดนี้ แล้วพวกเราจะตอบยังไงไหว?”
“ไม่ต้องรีบ” จ้าวคงเฉิงข่มความตื่นเต้นลง พูดช้าลง “ค่อย ๆ ตอบทีละข้อ”
หลินชีเย่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พลันเอ่ยขึ้น แววตาจริงจัง “บนโลกนี้มีเทพเจ้าจริง ๆ เหรอ?”
“มี” จ้าวคงเฉิงพยักหน้าโดยไม่ลังเล “แต่เทพเจ้าในตำนานไม่ได้ยังอยู่บนโลกทุกองค์”
“หมายความว่ายังไง?” หลินชีเย่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“หลังหมอกพิศวงปกคลุมโลก หน่วยสำรวจของต้าเซี่ยตรวจพบเทพเจ้าจากต่างแดนที่ยังมีชีวิตอยู่หลายองค์ทั่วโลก”
จ้าวคงเฉิงอธิบายเสียงขรึม “เทวทูตสวรรค์มีคาเอลที่นายเจอ คือเทพองค์ที่สามที่เราบันทึกไว้ มีรหัสเรียกว่า 003”
แววตาหลินชีเย่ไหววูบ เขาถามต่อโดยไม่รู้ตัว “แล้วเทพเจ้าของต้าเซี่ยล่ะ? จักรพรรดิหยก ปรมาจารย์สามผู้บริสุทธิ์ องค์ชายสามนาจา…พวกท่านไปไหนกัน?”
พอได้ยินคำถามนี้ จ้าวคงเฉิงก็เงียบลงฉับพลัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยเสียงต่ำ “ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา พวกเราเดินทางทั่วทุกสารทิศของต้าเซี่ย สืบค้นและออกตามหานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย”
“ไม่ต้องพูดถึงเทพเซียนชั้นสูงเลย จนถึงวันนี้ พวกเรายังหาเทพเจ้าประจำผืนดินสักองค์ไม่พบด้วยซ้ำ”
สิ้นเสียง ทั้งสามคนในห้องก็เงียบลงพร้อมกัน
สายตาของหลินชีเย่กับจ้าวคงเฉิงพากันจับจ้องไปยังเสิ่นหลี ผู้ครอบครองเขตศักดิ์สิทธิ์พื้นเมืองของต้าเซี่ยเพียงคนเดียว
เสิ่นหลี “……?”
เธอทำหน้างุนงง “มองฉันทำไม?”
จ้าวคงเฉิงจ้องเธอเขม็ง แววตาร้อนแรง “เสิ่นหลี เธอรู้ที่อยู่ของเหล่าเทพแห่งต้าเซี่ยหรือเปล่า?”
เสิ่นหลีถอนหายใจเบา ๆ ในใจ
เธอรู้แน่นอน
หมอกพิศวงปกคลุมโลกมานานนับร้อยปี เทพเจ้าจากต่างแดนจ้องเขมือบอยู่ไม่ห่าง เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินต้าเซี่ยอันกว้างใหญ่ไม่ให้ถูกหมอกกลืนกิน และไม่ให้แผ่นดินหัวเซี่ยจมสู่ความพินาศ เทพโบราณพื้นเมืองทั้งหมดจึงสละชีวิตเพื่อวิถีแห่งตน!
เหล่าเทพสลายร่างเทพของตน กลายเป็นกำแพงเมืองชายแดนที่ไม่มีวันพังทลาย คอยต้านทานการรุกรานของหมอกและเทพต่างแดนอย่างสุดกำลัง ดวงวิญญาณเทพทั้งหมดตกสู่การเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีเทพเซียนผู้สถิตบนฟ้าเก้าชั้นอีกต่อไป เหลือเพียงเศษดวงวิญญาณที่คอยคุ้มครองโลกมนุษย์
เธอรู้เรื่องเหล่านี้ดี แต่พูดออกไปแม้แต่คำเดียวไม่ได้
เสิ่นหลีกระแอมสองครั้ง ฝืนข่มอารมณ์ในใจ แววตาหลุกหลิกเล็กน้อย “อย่ามองฉันเลย ฉันไม่รู้จริง ๆ ต้าไซหมิงไม่เคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฉันฟัง”
จ้าวคงเฉิงผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักต่อ เขารีบวกกลับเข้าเรื่องเดิม
“เอาละ กลับเข้าเรื่องกัน พูดถึงความสามารถของพวกเธอ”
เขาหันไปมองเสิ่นหลี “【ชี้ขาดเป็นตาย】ของเธอมีผลยังไงบ้าง?”
“ง่ายมาก” เสิ่นหลีตอบอย่างเปิดเผย “ตามชื่อเลย ชี้ขาดเป็นตาย กุมชะตาชีวิตไว้ในมือ”
“ฉันสามารถช่วงชิงพลังชีวิตจากสิ่งมีชีวิตที่มีระดับต่ำกว่าตัวเอง หรือแม้แต่สูงกว่าหนึ่งระดับได้ อีกทั้งยังต่อชีวิตให้คนที่ใกล้ตาย เติมพลังชีวิตที่ขาดหาย และพลิกความตายให้กลับเป็นการมีชีวิตได้”
สิ้นเสียง
ฟึ่บ—
หลินชีเย่กับจ้าวคงเฉิงเบิกตาโพลงพร้อมกัน อึ้งจนพูดไม่ออก สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“สู้ก็ได้…แถมยังฮีลได้ ต่อชีวิตคนได้ด้วย?!”
จ้าวคงเฉิงตกใจจนเสียงเพี้ยน ทั้งตัวแทบคุมสติไม่อยู่ “นี่มันเกินไปแล้ว! ไม่เคยได้ยินมาก่อน! พลิกความเข้าใจไปหมดเลย!”
เสิ่นหลีแสร้งทำเป็นใจเย็น พลางโบกมือเบา ๆ “ใจเย็น ๆ เรื่องปกติเอง”
หลินชีเย่ที่อยู่ข้าง ๆ แทบใจสลาย ขมขื่นไปหมดทั้งใจ “ทำไมล่ะ? เขตศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันแท้ ๆ ทำไมของฉันถึงกากขนาดนี้?!”
จ้าวคงเฉิงตื่นเต้นจนลุกพรวดขึ้นยืน หน้าอกกระเพื่อมแรง แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและเร่าร้อน
“พลิกความตายให้กลับเป็นการมีชีวิต แถมยังบิดเบือนอายุขัย!” เขาพึมพำกับตัวเอง “สมกับเป็นเทพเจ้าพื้นเมืองของต้าเซี่ยจริง ๆ! ขอบเขตความคิดกับรากฐานไม่ใช่สิ่งที่เทพเจ้าต่างแดนจะเทียบได้เลย!”
เขาสูดหายใจลึกหลายครั้ง กว่าจะข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านลงได้อย่างยากเย็น แต่ความตกตะลึงและความเร่าร้อนในแววตายังคงไม่จางลงแม้แต่น้อย
เขามองหลินชีเย่ผู้ครอบครองเขตศักดิ์สิทธิ์ของเทวทูตสวรรค์มีคาเอล แล้วมองเสิ่นหลีผู้กุมเขตศักดิ์สิทธิ์ของต้าไซหมิงแห่งต้าเซี่ย สามารถชี้ขาดเป็นตายได้ รู้สึกเพียงว่าภาระบนบ่าหนักอึ้งขึ้นกว่าเดิมนับไม่ถ้วน
“หลินชีเย่ เขตศักดิ์สิทธิ์ของนายถึงจะแปลกและพิเศษ แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีกรณีแบบนี้มาก่อน ยังพอสืบย้อนที่มาได้”
จ้าวคงเฉิงมีสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง “แต่เธอไม่เหมือนกัน เสิ่นหลี”
“【ชี้ขาดเป็นตาย】 พลิกความตายให้กลับเป็นการมีชีวิต กุมชีวิตผู้คนไว้ในมือ ในยุคหมอกพิศวงตลอด 100 ปี เธอเป็นคนแรก และมีโอกาสสูงว่าจะเป็นคนเดียวที่ครอบครองเขตศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความสามารถแบบนี้”
“เธอรู้ไหมว่านั่นหมายความว่าอะไร?”
เสิ่นหลีมีสีหน้าสงบนิ่ง เธอมองเห็นข้อดีข้อเสียของเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว “ฉันรู้”
“ไม่เข้าร่วมผู้พิทักษ์รัตติกาล
“ก็จะถูกขุมอำนาจอื่นจับตามอง กลายเป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายแย่งชิงและไล่ล่า ไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ”
เธอหันไปมองเด็กหนุ่มข้างกาย “ฉันต้องใช้เวลาคิดก่อน ชีเย่ นายคิดยังไง?”
หลินชีเย่ก้มตาเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาอ่อนโยนและแน่วแน่เกินวัย
“ฉันยังมีน้าสาวกับลูกพี่ลูกน้องอีกคน”
“ตลอดสิบปีที่ฉันใช้ชีวิตเหมือนคนไร้ความสามารถ น้าสาวไม่สนสายตาคนอื่น คอยเลี้ยงดูฉันจนโต สุขภาพของเธอก็ไม่ค่อยดี ส่วนลูกพี่ลูกน้องยังเด็กและฉลาด แต่ยังแบกรับทั้งครอบครัวไม่ไหว”
“พวกเขาปกป้องฉันมาสิบปี ถึงเวลาที่ฉันจะปกป้องพวกเขาบ้างแล้ว”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่ทุกคำหนักแน่นจริงจัง “ฉันอยากหาเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ แล้วพาพวกเขามาอยู่ด้วยกัน จะได้รักษาสุขภาพกันดี ๆ แล้วก็เรียนหนังสือให้เต็มที่ ฉันอยากให้น้าสาวใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสบาย ส่งลูกพี่ลูกน้องเรียนมหาวิทยาลัย ให้พวกเขามีชีวิตที่มั่นคงและมีความสุข”
จ้าวคงเฉิงฟังจนจบอย่างเงียบ ๆ มองความมุ่งมั่นอันบริสุทธิ์ในแววตาของเด็กหนุ่ม แล้วเพียงพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่คิดห้ามแม้แต่น้อย
ในยุคแห่งความโกลาหล ความอ่อนโยนและความรับผิดชอบของเด็กหนุ่มไม่ใช่ความผิดเลย…”
