【502】ภายในห้องนอน ซูหย่วนยังคงพิมพ์ข้อความต่อ
[ทำไมล่ะ? ทุกคนตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่มีใครเปิดประตูห้อง?]
"คนที่ถูกผีจับตาดู จะรอดปลอดภัยได้แค่เพราะหลบอยู่หลังประตูไม้บานหนึ่งงั้นเหรอ?" น้องสาวเอียงคอถาม "ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง ผีก็น่าจะไม่น่ากลัวเท่าไหร่สินะ"
ซูหย่วนเห็นด้วยกับเธอมาก แต่...
[ตัวเธอก็เป็นผีไม่ใช่เหรอ ทำไมเรื่องแค่ช่วยฉันโกงข้อสอบยังทำไม่ได้เลย?]
น้องสาว: "......"
"บางที... ฉันอาจจะไม่ใช่ผีก็ได้นะ"
[ไม่ใช่ผี? แล้วเธอคืออะไร?]
"วิญญาณ... ภูตผี... ปีศาจ?"
น้องสาวมองดูฝ่ามือที่โปร่งแสงของตัวเองแล้วหัวเราะคิกคัก: "ก็อาจจะเป็นไปได้... ว่าพี่ชายแกเป็นโรคจิตจริง ๆ ก็ได้นะ!"
โรคจิต... งั้นเหรอ?
ซูหย่วนครุ่นคิดถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง
เขาเคยถูกบังคับรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชนานถึงหนึ่งปีเต็ม ในประวัติการรักษาก็เขียนไว้ชัดว่า "เคยมีประวัติป่วยทางจิต"
แต่เขาไม่คิดว่าตัวเองป่วยจริง ๆ
เพราะในโรงพยาบาลจิตเวช เขาเคยเจอเด็กสาวที่จินตนาการว่าตัวเองเป็นฝารองชักโครก นั่งอยู่บนโถส้วมนานนับสิบชั่วโมงทุกวัน
แล้วก็เด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าที่คิดว่าตัวเองเป็นยอดฝีมือยุทธภพ ใช้เครื่องมือสารพัดชนิดทุบตีเป้ากางเกงตัวเอง
พร้อมให้เหตุผลสวยหรูว่านี่คือการฝึกฝนเพื่อแก้จุดอ่อนของวิชากระดิ่งทอง
ยังมีผู้ป่วยสายความรู้จำนวนไม่น้อย พวกเขาจะรวมตัวกันพูดคุยอภิปรายอย่างออกรสออกชาติ
"โลกเราแบนราบ! หลังกำแพงน้ำแข็งขั้วโลกใต้มีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล เราต่างหากที่ถูกกักขังไว้!"
"จักรวาล การไปดวงจันทร์ นี่มันคือเรื่องหลอกลวง! ฉันค้นพบทุกสิ่งแล้ว พวกมันจับฉันมาขังไว้ต่างหาก!"
"โลกไม่ได้กลม ไม่ได้แบน แต่จริง ๆ แล้ว... มันคือเท้าหยกยักษ์!"
สิ่งที่ทำให้ซูหย่วนประทับใจมากที่สุด กลับเป็นชายชราในห้องผู้ป่วยติดกัน...
เขาแอบสะสมของเสียจากร่างกายตัวเอง แล้วเอามือปั้นเป็นก้อนกลมเกลียวคล้ายกระสวย ใช้เป็นอาวุธขว้างใส่หมอและผู้ช่วยพยาบาลที่มาตรวจห้อง
ภาพเหตุการณ์ตอนนั้น นรกแตกชัด ๆ!
กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งฟุ้งกระจายจากห้องผู้ป่วยไปทั่วทุกซอกทุกมุมของทางเดิน กว่าจะจางหายก็สามห้าวัน
เพราะพฤติกรรมของชายชรานั่นเทียบเท่ากับการก่อการร้าย เขาจึงกลายเป็นผู้ป่วยที่ถูกควบคุมเข้มงวดที่สุดและได้ยามากที่สุดในโรงพยาบาล
ซูหย่วนเชื่อว่าตนเองกับเพื่อนร่วมโรงพยาบาลเหล่านี้ยังมีข้อแตกต่างโดยพื้นฐาน
อาการป่วยของเขาไม่เป็นภัยต่อโลกภายนอก ไม่ทำร้ายตนเอง แถมความคิดก็ไม่ต่างจากคนปกติ
พูดอีกอย่างก็คือ ตราบใดที่เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นน้องสาว ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ทันที
ดังนั้น จากข้อมูลที่ค้นในเน็ต เขาจึงวินิจฉัยตัวเอง
ว่าเขาน่าจะมีตาทิพย์
ยังไงก็ไม่ใช่โรคจิตแน่นอน
"พวกนายได้ยินไหม?" ทันใดนั้น จางหยางบนเตียงข้างบนก็เอ่ยขึ้น
"ได้ยินอะไร?" เย่เฮ่าอวี่ถามโดยไม่ยอมเงยหน้า
เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดลั่นจากเตียงชั้นบน จางหยางลุกขึ้นนั่ง น้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ "เหมือน... เสียงเปิดประตู มีคนออกไปข้างนอก?"
"ออกไปข้างนอก?" ซูหย่วนดึงสติกลับมา "ไม่ได้ยินผิดใช่ไหม?"
"ไม่ผิด" จางหยางยืนยันหนักแน่น "ได้ยินชัดเจนมาก น่าจะเป็นห้องข้าง ๆ"
ห้องข้าง ๆ... คือ【503】งั้นเหรอ?
ประสาทของซูหย่วนตึงเครียดขึ้นทันที: "เฒ่าเย่ พวกนายสองคนปิดเสียงเกมหน่อย"
"ได้"
"ออกไปข้างนอกแล้วทำไมล่ะ ก็มีคนเดินไปเดินมาหาห้องอื่นทุกวันไม่ใช่รึ ตื่นตูม" ฉี่หยินหงกินมันฝรั่งทอดกรอบคำใหญ่ พูดเสียงอ้อแอ้ไม่ชัด
"พวกนั้นเพิ่งนัดกันไปที่ห้องข้าง ๆ ว่าวันนี้จะไม่ออกจากห้องกัน" เกาเหวินอีถอดหูฟังออก "ถึงจะว่ายาก เพราะใครจะรู้ล่ะ เผอิญมีคนไม่ใส่ใจ?"
"ยังนัดกันไม่ออกจากห้องอีก?" ฉี่หยินหงหัวเราะเย็น "พวกนายนี่ก็เป็นบ้ากันไปแล้ว นี่เชื่อจริง ๆ เหรอว่ามีอะไรที่เรียกว่า 'ครอบครัว' น่ะ?"
โครม!
เสียงยังไม่ทันขาด ด้านนอกทางเดินก็เกิดเสียงดังสนั่นกึกก้อง ราวกับฟ้าผ่าลงกลางดิน สะเทือนจนแก้วหูแทบแตก
เสียงนั้นเหมือนมีใครบางคนกระแทกประตูด้วยความโกรธแค้น หรือไม่ก็เหมือนลมพายุคำรามกระชากประตูปิด สะดุ้งโหยงจนคนในห้องใจหายใจคว่ำกันหมด
"เหี้ย!" ฉี่หยินหงตกใจจนแทบสิ้นสติ ตวาดลั่น "อยากตายรึไง! ทำเสียงดังขนาดนี้ ถ้าเกิดเรียกป้าเวรมาล่ะจะเอาอะไรไปแก้?"
"มึงนั่นแหละที่เสียงดังขนาดนี้ เรียกป้าเวรมาง่ายกว่าเว้ย!"
หลินหย่วนรีบลุกขึ้นเผ่นลงจากเตียงสวมรองเท้าแตะอย่างลุกลี้ลุกลน "ฉันกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวป้าเวรขึ้นมาเจอฉันอยู่ที่นี่จบเห่แน่"
"อย่า อย่าเพิ่งออกไป!" ซูหย่วนคว้ามือเขาไว้แน่น
"ทำไม?" หลินหย่วนมองซูหย่วนด้วยความงุนงงเต็มใบหน้า
ซูหย่วนไม่ตอบ หันไปมองจางหยาง ถามย้ำ "นอกจากเสียงเปิดประตู นายได้ยินเสียงอื่นอีกไหม? เช่นเสียงฝีเท้า"
"ไม่มี" จางหยางส่ายหน้า "ได้ยินแต่ว่ามีคนออกไป"
พูดจบ ตัวเขาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
ไม่มีเสียงฝีเท้า และไม่มีเสียงเปิดประตูอื่น แสดงว่ามีคนออกไปแล้วก็ยืนนิ่งอยู่นอกทางเดินไม่เคลื่อนไหวงั้นหรือ?
ภายในห้องเงียบลงทันตา ทุกคนคิดไปถึงตัวอักษรเลือดบนกระดานดำโดยมิได้นัดหมาย
【ขอให้เพื่อนร่วมชั้นเหมาฮ่าวว่าง ออกจากประตูห้องนอนหลังไฟดับ และยืนบนทางเดินเป็นเวลา 10 นาที】
......
บนทางเดินอันเงียบสงบ เสียงปิดประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน เหมาฮ่าวว่างสะดุ้งตกใจ
แววตาที่เดิมทีเลื่อนลอย บัดนี้กลับมีความแจ่มชัดวาบขึ้น
เขาหันมองซ้ายมองขวา
"ฉันมาอยู่ในทางเดินได้ยังไง... ออกมาตอนไหน?" เหมาฮ่าวว่างรู้สึกมึนงง ยกมือกุมหน้าผากโดยไม่รู้ตัว พยายามเรียกสติให้ตื่นเต็มตา พลางทบทวนความทรงจำก่อนหน้านี้อย่างหนัก
หลังจากไฟดับ เขาก็นอนอยู่บนเตียงชัด ๆ เตรียมจะเล่นเกมอีกหน่อยแล้วก็เข้านอน...
ตอนกำลังตีบอสอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขาจากนอกประตูห้อง
เสียงนั้นคุ้นเคยมาก อบอุ่นอ่อนโยน
เขาเคลิบเคลิ้มลุกขึ้นจากเตียง อยากดูว่าใครเรียกเขา...
จากนั้น...
เหมาฮ่าวว่างหันซ้ายหันขวา มองทางเดินที่เงียบสงัดวังเวง มีเพียงความรู้สึกเย็นเยือกแล่นปราดตามกระดูกสันหลังขึ้นสู่กระหม่อม
เขาหมุนตัวบิดลูกบิดประตูทันที อยากกลับเข้าห้อง
แกร๊ก
"ล็อกแล้ว?"
เหมาฮ่าวว่างเบิกตากว้าง หมุนลูกบิดติดกันสี่ห้าครั้ง ยืนยันแล้วว่าประตูถูกล็อกจริง ๆ เขาจึงเริ่มทุบประตูอย่างแรง
"พวกมึงใครแม่งล็อกกูไว้ข้างนอกวะ เข้ามาได้กูจะเล่นให้มันสาแก่ใจ! รีบเปิดสิ!"
ในห้องไม่มีเสียงตอบรับ
เหมาฮ่าวว่างยังคงทุบต่อสุดแรง พลางตะโกนไม่หยุดปาก "เปิดประตู! แม่งรีบเปิดประตู!"
แรงกระแทกมหาศาลทำเอามือเขาเจ็บระบมไปหมด แขนก็เริ่มล้า ทุบติดต่อกันอยู่สี่ห้านาที ประตูยังคงปิดสนิท
เหงื่อเย็นไหลซึมตามกรอบหน้า ความหวาดกลัวมหาศาลเอ่อท้นในใจ
ตัวเองทำเสียงดังขนาดนี้ อย่าว่าแต่ชั้นห้าเลย แค่ตึกหอพักทั้งหลังก็น่าจะได้ยิน
ทว่าตอนนี้รอบข้างเงียบกริบขนาดนี้ แม้แต่ป้าเวรก็ยังไม่ขึ้นมาดู
ทางเดินยาวมืดดำทอดไกลสุดลูกหูลูกตา มีเพียงลมหนาวเหน็บโหยหวนพัดผ่าน
ใจของเหมาฮ่าวว่างอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา
หอพักนี้ เหมือนจะเหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น...
หัวใจเต้นระรัว เขาไม่กล้ามองไปรอบ ๆ อีกเลย หวั่นเกรงว่าในวินาทีถัดไป จะมีสิ่งน่าสะพรึงกลัวเดินออกมาจากความมืด
"นี่พวกมึงแกล้งกูใช่ไหม? ข...ขู่จริง ๆ นะ กูโมโหจริง ๆ ด้วยน...รีบ ๆ เปิดประตูให้กู!"
ความกลัวท่วมท้นสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เหมาฮ่าวว่างเริ่มถีบประตูอย่างบ้าคลั่ง
ปัง! ปัง! ปัง!
เปิดประตู... เปิดประตู!
ถึงจะเป็นแค่แกล้งกัน กูก็ไม่ถือโทษแล้ว ใครก็ได้มาช่วยเปิดประตูให้กูที!
เสียงตะโกนในใจดังขึ้นเรื่อย ๆ แรงถีบก็หนักหน่วงยิ่งขึ้น ราวกับจะถีบทะลุบานประตู
ทีละน้อย การเคลื่อนไหวของเขาก็หยุดชะงัก
เพราะจากอีกฝั่งของทางเดิน ดังเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้น
"ตึก ตึก ตึก..."
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจากระยะไกล ค่อย ๆ เดินมาทางตำแหน่งของเขา...
ในที่สุดก็หยุดลงตรงด้านหลัง
เหมาฮ่าวว่างกำหมัดแน่นทั้งสองข้าง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เขาบังคับให้ตัวเองใจเย็น แต่กลับพบว่าสมองว่างเปล่า
ใครอยู่ข้างหลัง?
หรือจะพูดว่า สิ่งที่ยืนอยู่ข้างหลังตนนั้น มันคือคนหรือเปล่า?
ครู่นั้นเอง เขาตัดสินใจได้ถูกต้องอย่างยอดเยี่ยม
วิ่ง!
ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปดู วิ่งแม่งก่อนค่อยว่า!
"เสี่ยวว่าง กำลังทำอะไรอยู่จ๊ะ?"
เหมาฮ่าวว่างเพิ่งหันตัวจะก้าวเท้า เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างเขาสะท้าน
เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับไปอย่างแข็งทื่อและเชื่องช้า ใบหน้าเผยสีหน้าตื่นตะลึงจนไม่อยากเชื่อ:
"แม่?!"
เบื้องหน้ายืนอยู่หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบ ในหน้ามีรอยยิ้ม แววตาอ่อนละมุนจ้องมองมาที่เขา
"เสี่ยวว่าง ดึกป่านนี้แล้ว ลูกจะไปไหนจ๊ะ?"
"ผม... ผมจะกลับไปนอนห้องนอนครับ"
เหมาฮ่าวว่างตอบเสร็จ ก็รู้สึกผิดสังเกต "แม่ครับ ทำไมแม่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
แม่ไม่ตอบ เดินมาข้างหน้าสองก้าวช้า ๆ
"เสี่ยวว่าง แม่คิดถึงลูก แล้วลูกล่ะ คิดถึงแม่ไหม?"
"ผม... คิดถึงครับ" เหมาฮ่าวว่างเงยหน้าขึ้น สบตาแม่ที่อ่อนละมุนดุจสายน้ำ สติเริ่มเลือนรางอีกครั้ง
"อืม!"
แม่ยิ้มเล็กน้อยพลางพยักหน้า กางแขนทั้งสองข้างโอบกอดเหมาฮ่าวว่างเข้ามาในอ้อมอก "งั้นเราอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่พรากจากกันอีกเลย ดีไหมจ๊ะ?!"
ตลอดไป อยู่ด้วยกันงั้นหรือ?
เหมาฮ่าวว่างดวงตาไร้วิญญาณ ไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย ซบศีรษะแนบชิดอกแม่
"ดีครับ..."
อ้อมกอดของแม่อบอุ่นมาก ทำให้เหมาฮ่าวว่างรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
แต่ก็เป็นวินาทีนี้เอง ที่ทำให้เขาค้นพบว่าความรู้สึกแปลกแปรที่สะสมมานานนั้นคืออะไร
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ...
ใต้แสงจันทร์เย็นเยียบ ใบหน้าแม่ยังคงมีรอยยิ้มละมุนละไม ราวกับว่าเธอมีเพียงแค่สีหน้าเดียวนี้
เพียงแต่... รอยยิ้มนั้นยิ่งทวีความพิกล น่ากลัว มุมปากของเธอฉีกกว้างไปทางด้านหลัง ลามไปจนถึงติ่งหู
ใช่แล้ว ถูกต้อง
แม่ของตน... จะเป็นไปได้ยังไงกันที่สูงกว่าสองเมตร?
ฝ่ามือใหญ่ขาวซีดข้างหนึ่งควาบลงบนท้ายทอยของเขา
ภาพสุดท้ายที่เหมาฮ่าวว่างเห็น คือเพดานที่พุ่งชนเข้าหาตัวเองอย่างรวดเร็ว