“นายพูดเองว่าไม่ชอบอีกฝ่าย”
“ใช่ ผมไม่ชอบเธอ” ไจ๋จิ่งเฉินตอบอย่างหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้น นายเขียนหนังสือสละคู่หมั้น เซ็นชื่อแล้วประทับลายนิ้วมือให้ฉัน” ไจ๋เยว่กล่าว
“ผมไม่อยากกลับ... หือ? อะไรนะ?” ไจ๋จิ่งเฉินได้ยินคำพูดของอาแล้วชะงักไปชั่วขณะ ถึงกับสงสัยว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า
“เขียนหนังสือสละคู่หมั้น เซ็นชื่อแล้วประทับลายนิ้วมือ” ไจ๋เยว่พูดซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้ไจ๋จิ่งเฉินได้ยินชัดถนัด เขาอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู แล้วพูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า
“อาครับ อาจะไม่บังคับให้ผมแต่งกับสาวบ้า... เอ่อ เธอชื่ออะไรนะ? ช่างเถอะ ไม่สำคัญ!”
“อาครับ อาจะไม่บังคับให้ผมแต่งกับเธอจริง ๆ ใช่ไหม?!” ไจ๋จิ่งเฉินถามย้ำอีกครั้ง ดวงตาเปล่งประกาย
“อืม ไม่มีใครบังคับให้นายแต่งงาน ตอนนั้นปู่แค่บอกให้เธอมาที่นี่ ให้พวกนายได้เจอกันดูก่อน ถ้าไม่เหมาะสมก็ไม่มีใครบังคับให้ต้องอยู่ด้วยกัน” ไจ๋เยว่กล่าว
“แต่ตอนนั้นปู่ไม่ได้พูดกับผมแบบนี้นี่ครับ!” ไจ๋จิ่งเฉินถามอย่างไม่เข้าใจ
ไจ๋เยว่คิดในใจว่า ปู่ไม่ได้พูดหรอก คำพูดนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
“เฮ้อ ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าปู่หมายความอย่างนั้น แล้วผมจะหนีออกมาทำไม ยังอุตส่าห์พยายามสร้างผลงานเพื่อให้ได้ถอนหมั้นอีก” ไจ๋จิ่งเฉินถอนหายใจ
ถ้าไจ๋จิ่งเฉินไม่หนีแต่งงาน เรื่องนี้ก็คงไม่มีทางตกมาถึงตน ไจ๋เยว่จึงรีบพูดว่า
“นายสร้างผลงานได้ก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ปู่เห็นเข้าก็คงดีใจ”
ไจ๋จิ่งเฉินพยักหน้าแรง ๆ แต่แล้วก็ขมวดคิ้วถามว่า
“แต่ในเมื่อปู่ไม่บังคับให้ผมแต่งกับผู้หญิงคนนั้น แล้วทำไมถึงให้คนมาที่เขตทหารล่ะครับ?”
