คงเป็นเพราะตอนนั้นทั้งสองเพิ่งเปิดใจบอกความในใจต่อกัน แล้วก็มีทหารเดินเข้ามา เวลาจึงเร่งรัดจนไม่มีโอกาสได้ซึมซับความรู้สึก
แต่ตอนนี้ในกระบะรถมีเพียงพวกเขาสองคน รอบข้างเงียบสงัดไร้ผู้คน ทุกนาทีทุกวินาทีราวกับถูกขยายให้ยาวนานขึ้น กลิ่นอายของความรักในอากาศกำลังหมักบ่มจนหวานละมุน
มือทั้งสองกุมกันแน่น ต่างฝ่ายต่างเกร็งไปทั้งตัว แม้เป็นฤดูร้อนอบอ้าวที่ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่ว ฝ่ามือจะมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย แต่ไม่มีใครยอมปล่อยมือ
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบและหวานชื่นนี้ เสิ่นเจียวรู้สึกว่าตัวเองแทบจะ “ละลาย” ไปแล้ว
ยิ่งต่างฝ่ายต่างไม่พูดกัน ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของอีกคนที่ส่งผ่านปลายนิ้วก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ทำให้เธอหน้าแดงด้วยความเขินอาย ส่วนหัวใจที่เต้นรัวก็ไม่มีทีท่าว่าจะเต้นช้าลงเลย
“คุณ… ทำไมตอนกลางคืนถึงมาที่โรงพยาบาลของกองพลด้วยล่ะ?” เสิ่นเจียวเป็นฝ่ายเปิดปากถามเสียงเบา
“ถ้าไม่มา ผมก็กลัวว่าคุณจะถูกคนอื่นแย่งตัวไป” ไจ๋เยว่สบตาเสิ่นเจียวแล้วพูดตรง ๆ
ตอนนี้ทั้งสองคบกันแล้ว เหตุผลที่เขามาหาเธอจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป เขาสามารถบอกเสิ่นเจียวได้อย่างเต็มที่
เมื่อได้ยินไจ๋เยว่บอกว่าตั้งใจมาหาเธอ กลัวว่าเธอจะจากไป แก้มของเสิ่นเจียวก็ร้อนขึ้นอีกระลอก เธอพูดว่า
“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจเลย จะไม่จากไปง่าย ๆ หรอก”
“แต่ผมกลัว กลัวว่าคุณจะไปจริง ๆ” ไจ๋เยว่พูด พลางกระชับมือที่กุมมือเสิ่นเจียวแน่นขึ้น
มุมปากเสิ่นเจียวยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ว่าจะพยายามกดลงอย่างไรก็กดไม่อยู่ ในใจหวานชื่นไปหมด
“แล้วตอนเช้าล่ะ? ตอนเช้าคุณยังวิ่งตามรถแล้วปีนขึ้นมาอีก ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนั้น? ฉันแค่ไปฝึกอบรมที่โรงพยาบาลของกองพลเอง” เสิ่นเจียวถามต่อ
พอพูดถึงเรื่องนี้ ไจ๋เยว่เม้มปากเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “เพราะอาจารย์ของคุณ”
เสิ่นเจียวหันกลับมามองเขาอย่างสงสัย เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับอาจารย์ของเธอด้วย?
