“แต่คุณไปหาเขาก็เพราะอยากให้เขากลับมาเป็นพยานให้เรื่องหมั้นของเราไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาไม่กลับมา พิธีหมั้นก็ยังจัดตามเดิมได้หรือ?”
“แน่นอน” ไจ๋เยว่ตอบ
ได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเจียวก็ขมวดคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
ในเมื่อไจ๋จิ่งเฉินไม่กลับมาก็ยังหมั้นกันได้ แล้วทำไมก่อนหน้านี้ไจ๋เยว่ถึงยืนกรานให้เธอรอไจ๋จิ่งเฉินกลับมา?
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอุตส่าห์เดินทางไปแดนเหนือโดยเฉพาะ ถ้าไม่ได้พาตัวคนกลับมาก็ไม่เท่ากับไปเสียเที่ยวหรอกหรือ หรือว่าไจ๋เยว่เปลี่ยนใจอีกแล้ว
เสิ่นเจียวกำลังจะถาม แต่ตอนนั้นเห็นไจ๋เยว่หยิบกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกมา เธอจึงถามว่า
“หนังสือเลิกหมั้นของไจ๋จิ่งเฉินเหรอ? คุณจะส่งไปให้คู่หมั้นของเขาหรือ?”
ทันทีที่พูดจบ สิ่งที่เสิ่นเจียวไม่ทันสังเกตคือ มือของไจ๋เยว่ที่กำลังจะยื่นกระดาษให้เธอชะงักกึก หยุดค้างอยู่กลางอากาศ
“คุณ...คุณว่าอะไรนะ?” ไจ๋เยว่ถามอย่างงุนงง นึกว่าตัวเองฟังที่เสิ่นเจียวพูดไม่ชัด
“ฉันถามว่าหนังสือเลิกหมั้นฉบับนี้ คุณต้องส่งไปให้คู่หมั้นของไจ๋จิ่งเฉินหรือเปล่า” เสิ่นเจียวพูดทวนอีกครั้ง
คราวนี้ไจ๋เยว่ได้ยินชัดเจนแล้ว สีหน้าของเขานิ่งค้าง แววตาสับสน พลางคิดในใจว่า
จะส่งไปที่ไหน? คู่หมั้นเก่าของเขาก็คือคุณไม่ใช่หรือ? คุณก็อยู่ตรงหน้านี่เอง
ปกติไจ๋เยว่ก็ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าอยู่แล้ว เสิ่นเจียวจึงไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีชะงักงันของเขา แล้วพูดต่อไปตามลำพังว่า
“ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินหวังฮุ่ยพูดว่าคู่หมั้นของไจ๋จิ่งเฉินจะมาเขตทหาร แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินข่าวอะไรอีก คงไม่ได้มาแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นหวังฮุ่ยต้องมาคุยเรื่องนี้กับฉันแน่”
