หรงจือจือมองท่านราชครูหรง แล้วถามอย่างจริงใจว่า “เหตุใดท่านพ่อจึงคิดว่า แม้ท่านจะเอ่ยปากช่วยพูดเองก็ยังไร้ผล แต่หากลูกไปเกลี้ยกล่อมกลับจะได้ผลเล่า?”
ท่านราชครูหรงกล่าวว่า “เรื่องที่ท่านอัครมหาเสนาบดีเซินต้องการแต่งกับเจ้า คนสกุลอวิ๋นย่อมรู้ดี หากเจ้าไปเอง โดยมีท่านอัครมหาเสนาบดีเซินเป็นพี่เขย สกุลอวิ๋นอาจจะทบทวนเรื่องการแต่งงานครั้งนี้ใหม่”
“อีกทั้งก่อนหน้านี้สกุลอวิ๋นก็ไม่พอใจที่เชื่อเจ๋อกับเจ้าไม่ลงรอยกัน หากเจ้าไป ก็จะได้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเจ้ากับเชื่อเจ๋อจะทะเลาะกันเพียงใด พวกเจ้าก็ยังเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา”
หรงจือจือกล่าวว่า “แต่เรื่องนี้ลูกไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย หากไม่สำเร็จ...”
ท่านราชครูหรงกล่าวว่า “วางใจเถิด ขอเพียงเจ้ายอมไปเกลี้ยกล่อม ต่อให้เรื่องไม่สำเร็จ ข้าก็จะไม่ตำหนิเจ้า”
หรงจือจือถอนหายใจอย่างโล่งอก “เช่นนั้นก็ดี! คิดว่าสองสามวันนี้สกุลอวิ๋นคงยังโกรธอยู่ อีกสองสามวันลูกค่อยไป ท่านพ่อให้คลังเตรียมของกำนัลไว้สักหน่อยเถิด ลูกจะนำไปมอบให้คุณหนูสกุลอวิ๋นเพื่อขอขมาด้วย”
ทำให้คนเขาต้องขุ่นข้องหมองใจไปเปล่า ๆ ย่อมต้องส่งของไปให้สักหน่อย
ท่านราชครูหรงเห็นหรงจือจือยอมไป ก็รู้สึกถูกชะตานางขึ้นมาหลายส่วน “เจ้ารู้จักกาลเทศะก็ดีแล้ว เชื่อเจ๋อได้ดี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเจ้า!”
“ตอนนี้เขาอาจยังเลอะเลือนไปบ้าง แต่ไม่ช้าก็เร็วเขาย่อมรู้ความ เจ้าเกื้อหนุนเขาให้ดี รอเจ้าแต่งงานแล้ว เขาในฐานะญาติฝ่ายเจ้าสาวก็ย่อมเป็นที่พึ่งให้เจ้าได้”
หรงจือจือดูแคลนอยู่ในใจ นางไม่เคยหวังพึ่งหรงเชื่อเจ๋ออยู่แล้ว ขอเพียงเขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้นางก็นับว่าดีถมไป
ถึงกระนั้น นางก็รับคำท่านราชครูหรงอย่างสงบนิ่ง “ลูกเข้าใจแล้ว”
ท่านราชครูหรงพอใจแล้วจึงจากไป
หลังจากเขาเดินออกไป จาวซีก็เบ้ปากถามว่า “คุณหนู ท่านคงไม่ได้คิดจะไปเกลี้ยกล่อมจริง ๆ หรอกนะเจ้าคะ?”
