หรงจือจือหลับตานิ่ง นึกรังเกียจฉินซื่อยิ่งนัก ครอบครัวนางรังแกหยามเหยียดนางเพียงนี้ หากนางไม่แข็งกร้าวขึ้นมาเมื่อครู่ ป่านนี้ก็คงถูกทิ้งให้แข็งตายไปแล้ว
แต่ยังกล้ามีหน้ามาบอกให้นางไปอ้อนวอนบิดา แล้วช่วยวิ่งเต้นให้ฉีจื่อฟู่อีกหรือ?
หน้าด้านเสียจริง!
ฉินซื่อเห็นนางไม่ปริปาก ก็ขมวดคิ้วตวาด “หรงซื่อ ข้าพูดกับเจ้า เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”
หรงจือจือตอบเรียบเฉย “ได้ยิน”
แต่มิได้คิดทำตาม
ทว่าฉินซื่อกลับเข้าใจว่าหรงจือจือตอบตกลง สีหน้าที่บึ้งตึงเมื่อครู่จึงผ่อนคลายลงบ้าง ยังไงเสียก็ต้องพึ่งพาสกุลหรงอยู่ดี
ก็โทษแต่สามีตนไม่เอาไหน ทั้งที่เป็นโหวแต่ในท้องพระโรงกลับไม่ปริปากพูดอะไรได้สักครึ่งคำ
เมื่ออารมณ์ดีขึ้นแล้ว ฉินซื่อก็พร่ำสอน “เช่นนี้ก็ถูกแล้ว ไม่ว่าภายภาคหน้าจะเป็นภรรยาหรือนางอนุ จื่อฟู่ก็ล้วนเป็นสามีเจ้า เจ้าต้องยึดเขาเป็นฟ้า!”
“หรือว่าคบหากับองค์หญิงแล้ว เขาจะไม่ใช่สามีของเจ้าอีก?”
“หากเจ้ามีคุณธรรมอย่างแท้จริง จงเลี้ยงดูเด็กในครรภ์ขององค์หญิงประหนึ่งลูกในไส้ หากเป็นบุตรชาย ก็คือบุตรชายคนโตของตระกูลเรา”
“เจ้าเป็นผู้หญิง จะไม่พึ่งผู้ชายได้หรือ? ปรนนิบัติดูแลบุตรขององค์หญิงให้ดี ภายภาคหน้าต่อให้เจ้าเป็นอนุภรรยา เขาก็จะมีข้าวสักคำให้เจ้าประทังชีวิต!”
หรงจือจือรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า เสียงคนพูดนั้นช่างระคายหูยิ่งกว่าเสียงสุนัขเห่าเสียอีก
ก่อนหน้านี้นางเพียงรู้สึกว่าแม่สามีคนนี้มีกฎระเบียบมาก ยากจะปรนนิบัติ มาวันนี้ถึงได้รู้ว่า จิตใจกลับลำเอียงอคติและโหดร้ายถึงเพียงนี้
สมแล้วที่ว่าคนเรามักจะถอดหน้ากากที่สวมอยู่ทุกวันออก ก็ต่อเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น
ท่ามกลางเสียงพร่ำพูดไม่หยุดของฉินซื่อ รถม้าก็มาถึงจวนโหวในที่สุด หลังจากรถหยุด หรงจือจือที่นั่งอยู่ริมด้านนอกก็ลงจากรถก่อน
เพียงแต่นางมิได้คารวะประคองฉินซื่อลงจากรถอย่างที่เคย แต่เอ่ยว่า “วันนี้กายาข้ารู้สึกไม่ใคร่สบาย ขอตัวกลับเรือนก่อน!”
สิ้นคำนางก็รีบเดินจ้ำนำจาวซีมุ่งหน้าไปยังเรือนของตน
ก่อนหน้านี้ที่ปรนนิบัติฉินซื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ก็เพราะถือหลักกตัญญู แต่วันนี้ดูแล้ว ฉินซื่อไม่คู่ควรให้นางกตัญญูเลย
ฉินซื่อที่ถูกฉีจื่อฟู่ประคองลงจากรถอย่างเดือดดาล ชี้ไปยังแผ่นหลังของหรงจือจือ พลางโกรธจนตัวสั่น “ดูนางสิ พวกเจ้าดูนางสิ! วันนี้ทำตัวเป็นอะไร!”
ฉีจื่อฟู่เอ่ย “ท่านแม่ ข้าไปพูดกับนางหน่อยเถิด คาดว่านางคงทำใจไม่ได้ชั่วคราว รอให้ข้าได้อธิบายดีๆ แล้วทุกอย่างก็จะคลี่คลาย”
ฉินซื่อโบกมือเป็นเชิงให้เขาไปเร็วๆ วันนี้นางชักจะถูกทำให้โกรธตายแล้ว
หลังจากฉีจื่อฟู่จากไป
ฉินซื่อยิ่งคิดถึงเรื่องบนรถม้าเมื่อครู่ ก็ยิ่งเดือดดาลนัก พลันถีบรถม้าของหรงจือจือไปทีหนึ่ง ใครจะรู้ว่ารถม้าแข็งนัก ทำเอานางเจ็บจนหน้าเหยเก ถึงกับส่งเสียงโหยหวนออกมา
ซิ่นหยางโหวมองนางอย่างหงุดหงิด “เจ้าดูไม่มีท่วงท่าของฮูหยินโหวแม้แต่น้อย!”
ว่าแล้วก็ก้าวยาวๆ เข้าไปด้านใน
ฉินซื่อ “...!”
โทษแต่หรงจือจือเด็กสารเลวผู้นี้ทั้งนั้น หากไม่ทำให้นางโกรธเคือง ไฉนนางจะถูกท่านโหวรังเกียจ?
พรุ่งนี้เช้าตรู่ที่หรงจือจือมาคำนับนาง นางต้องให้หรงจือจือคุกเข่านานๆ เสียหน่อย!
...
หลังจากหรงจือจือกลับถึงเรือนของตนแล้ว ก็กำชับจาวซี “ส่งคนกลับไปสกุลหรงสืบถามเถิดว่า เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่จวน”
งานเลี้ยงค่ำนี้บิดามิได้มาร่วม คาดว่าคงให้คนไปกราบทูลขอพระราชานุญาตลางานแล้ว
แม้งานเลี้ยงฉลองความชอบของบุตรเขย บิดายังไม่มา เกรงว่าที่จวนคงเกิดเรื่องอันใดขึ้น
จาวซี “เจ้าค่ะ!”
เพิ่งรับคำ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
หรงจือจือเงยหน้า ก็เห็นฉีจื่อฟู่ก้าวฉับๆ เข้ามา นัยน์ตาชายหนุ่มฉายแววมั่นคง เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองหลังจากกายาดีขึ้นแล้วยังสร้างผลงานได้อีก
ไม่เหลือท่าทางเมื่อก่อนที่นอนอยู่บนเตียง ล้วนต้องมีคนคอยปรนนิบัติอีกต่อไป
นางไปขอบัวไหมสวรรค์มารักษาเขาที่จวนจะสิ้นลม กลับได้มาซึ่งสถานการณ์น่าขันในวันนี้ เช่นนี้แล้ว บางทีแต่แรกนางก็ไม่ควรใส่ใจความเป็นความตายของเขา...
เป็นหญิงหม้ายยังจะดีกว่า
หลังจากฉีจื่อฟู่เข้ามา ก็กวาดตามองบ่าวไพร่ “ออกไปให้หมด ข้ามีเรื่องจะพูดกับฮูหยินซื่อจื่อ!”
จาวซีมองหรงจือจืออย่างไม่ค่อยวางใจนัก
หรงจือจือพยักหน้า เป็นเชิงอนุญาตให้นางออกไปได้
ฉีจื่อฟู่เดินมาถึงตรงหน้าหรงจือจือ พยายามจับมือนาง ใครจะคิดว่ามือเพิ่งยื่นไป หรงจือจือก็ถอยหลังหนึ่งก้าว
ทำให้มือของฉีจื่อฟู่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศอย่างเก้อเขิน
หรงจือจือ “สามีมีอันใดจะพูด เชิญกล่าวมาเถิด!”
ฉีจื่อฟู่ถูกขัดหน้า จึงชักมือกลับ จ้องมองหรงจือจือพลางเอ่ยว่า “จือจือ ข้ารู้ว่าเจ้าทุกข์ใจ เพียงแต่เมื่อเจ้ารักข้า ก็ควรคิดถึงข้าให้มากหน่อย”
หรงจือจือขมวดคิ้ว แท้จริงนางก็ไม่รู้ว่า เหตุใดฉีจื่อฟู่จึงมั่นใจนักว่านางรักเขา
หรือว่าการสมรสของพวกเขามิใช่เพราะคำสั่งพ่อแม่ ซึ่งไม่อาจขัดขืน? และนางก็ถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นแม่เรือนมานาน จึงยึดถือเอาตระกูลของเขาเป็นหลัก
แต่นางก็มิได้เอ่ยโต้แย้งออกไป ใคร่อยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไรออกมาได้อีก
ฉีจื่อฟู่กล่าวต่อ “เรื่องนี้ยากจะทำใจรับได้จริงๆ หากแต่จือจือ เจ้าก็ต้องเห็นใจข้าเช่นกัน ข้าอยู่ต่างแดน แสนยากที่จะมีใครมาห่วงใยข้า ข้าลุ่มหลงไปชั่วขณะจึง...”
“แต่เมื่อเรื่องได้เกิดไปแล้ว ข้าย่อมต้องรับผิดชอบต่อองค์หญิงมั่นฮว่า”
“อีกประการหนึ่ง หากไม่ใช่องค์หญิงมั่นฮว่าช่วยชีวิตข้าไว้ ตอนนี้ข้าคงตายไปแล้ว เจ้าคงไม่มีทางเห็นข้า พระนางทรงเป็นผู้มีพระคุณของเราทั้งสอง เจ้าสละตำแหน่งภรรยาเอกให้พระนางจักเป็นไรไป?”
หรงจือจือ “...”
ในฐานะที่เป็นแม่เรือนผู้เปี่ยมคุณธรรมและทำตามกฎระเบียบมานาน นางไม่สมควรจะกล่าวกระมังว่า เจ้ากลับมาแสดงละครเรื่องนี้ สู้ตายเสียที่แคว้นเจาไม่ดีกว่าหรือ?
ช่างเถิด อีกฝ่ายยังไงก็เป็นขุนนางดีเด่นแห่งแคว้นฉี หรงจือจือก็ไม่อยากกล่าวถ้อยคำอาฆาตร้ายเพียงนั้น
จึงเพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “สามี เราสามารถหย่าขาด หรือรับอนุภรรยาได้ ส่วนเรื่องอื่น ไม่ต้องพูดถึงอีก!”
ฉีจื่อฟู่ในฐานะซื่อจื่อ จะรับอนุภรรยาก็ย่อมได้ หรงจือจือจะไม่พูดอะไร ตราบเท่าที่ไม่สั่นคลอนฐานะภรรยาเอกของนาง จะมีภรรยารองสักเท่าใด นางก็อาจทำเป็นมองไม่เห็นได้ทั้งสิ้น
ฉีจื่อฟู่ “ในใจเจ้ามีแต่ตำแหน่งภรรยาเอก ไม่มีอะไรอื่นอีกเลยหรือ? เจ้ามองข้าเป็นอะไร?”
หรงจือจือ “เช่นนั้นข้าขอถามสามีเล่า วันนี้ต่อหน้าฝ่าบาท เจ้ากล่าวว่าตัวข้าเองเป็นผู้อ้อนวอนขอเป็นอนุภรรยา เจ้ามองข้าเป็นอะไร?”
ฉีจื่อฟู่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “เรื่องนี้...”
เรื่องนี้เป็นเขาที่ผิดต่อหรงจือจือจริงๆ จึงไม่อาจกล่าวแก้ตัวใดๆ ได้
หรงจือจือกล่าวอีก “สามีจำได้หรือไม่ เมื่อครานั้นหลังจากข้าแต่งเข้าตระกูลเจ้า แล้วรักษาโรคให้แก่เจ้า เจ้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก ตอนออกจากเมืองหลวงยังบอกว่าจะสร้างผลงานให้ได้ แล้วจะกลับมากราบทูลฝ่าบาท เพื่อขอพระราชทานบรรดาศักดิ์สตรีให้แก่ข้า หากแต่คำพูดที่เจ้ากล่าวต่อหน้าพระพักตร์ในวันนี้ คือสิ่งที่เจ้าบอกว่าจะขอพระราชทานยศให้ข้าหรือ?”
ฉีจื่อฟู่พูดไม่ออกอีกครั้ง เนิ่นนานจึงเอ่ยว่า “จือจือ เป็นข้าที่ติดค้างเจ้า! ภายภาคหน้าข้าจะชดเชยให้เจ้าเป็นร้อยเท่าพันทวี!”
“แม้เจ้าจะสูญเสียตำแหน่งภรรยาเอก แต่มิเป็นไร เจ้ายังมีความรักของข้า ข้าสาบานว่าจะปฏิบัติต่อเจ้าดียิ่งกว่าเดิม”
“มั่นฮว่าทรงพระครรภ์อยู่ บัดนี้ก็ไม่สะดวกมาปรนนิบัติข้า”
“จะว่าไปแล้ว ครานั้นเราสองยังไม่ทันได้เข้าหอ ข้าก็แสร้งป่วยแล้วแอบไปแคว้นเจา สามีภรรยาเราไม่ได้พบหน้ากันหลายปี วันนี้ควรจะได้รักใคร่ชิดเชื้อกันสักที!”
“กลับต้องมาเสียเวลากับเรื่องไม่น่ายินดีเหล่านี้เนิ่นนาน เรียกพวกบ่าวให้เตรียมน้ำ ปรนนิบัติเราพักผ่อนเถิด!”
พูดพลางก็จะตรงเข้าสวมกอดหรงจือจือ...
