นางแทบอดใจไม่ไหว อยากเล่าให้หรงจือจือฟังเหลือเกินว่า หลายวันมานี้อูเหิงพยายามทำทุกอย่างในจวนเพื่อแต่งนางเข้าบ้านเพียงใด และนางเองก็ต่อสู้ขัดขืนเช่นไร
“ที่จริงช่วงนี้ อูเหิงเพื่อเจ้า…”
หรงจือจือเอ่ยขัดว่า “ฮูหยินซื่อจื่อ เมื่อไร้วาสนาต่อกันแล้ว คำเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอีก วันหน้า ข้ากับท่านกงจื่อพี่ใหญ่อาจยังได้พบกันอีก หากรู้เรื่องราวมากเกินไปในตอนนี้ วันหน้าพบกันกลับจะกระอักกระอ่วน”
นางเซี่ยได้ยินถึงตรงนี้ ใจก็เย็นวาบลงจนสิ้น หรือนางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าหรงจือจือไม่คิดจะทบทวนเรื่องนี้อีกแม้แต่น้อย
แม้จะรู้สึกว่าตนพูดเช่นนี้ช่างไร้ยางอายอยู่บ้าง แต่เพื่อบุตรชาย นางก็ยังหลุบตาลงเอ่ยว่า “เจ้าไม่คิดถึงมารดาสามีเลยหรือ? เมื่อก่อนมารดาสามีคิดเผื่อเจ้าในทุกเรื่อง มักพูดแทนเจ้าอยู่เสมอ…”
หรงจือจือถอนหายใจเบา ๆ เดิมทีนางไม่อยากพูดให้ชัดเจนเกินไป เพราะจะดูห่างเหินกัน แต่ในเมื่อนางเซี่ยคิดจะอาศัยบุญคุณมาทวงสิ่งตอบแทน
หรงจือจือจึงจำต้องกล่าวว่า “ฮูหยินซื่อจื่อ พระชายาเป็นคนดีจริง ๆ แต่ขอท่านอย่าลืมว่า ข้าเป็นผู้ช่วยชีวิตพระชายาไว้ก่อน”
ความดีทั้งหลายที่พระชายามีต่อนางในช่วงหลายปีมานี้ แท้จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นหลังจากนางช่วยชีวิตท่านไว้ทั้งสิ้น
หากจะกล่าวถึงบุญคุณกันจริง ๆ หรงจือจือเห็นว่าบุญคุณที่นางมีต่อจวนเฉียนหวังนั้นยิ่งใหญ่กว่า หากครั้งนั้นไม่มีนางช่วยเหลือ พระชายาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ยากจะกล่าว
ริมฝีปากของนางเซี่ยขยับเล็กน้อย ในที่สุดก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา “ก็จริงของเจ้า ครั้งนั้นเจ้าเป็นฝ่ายมีบุญคุณต่อจวนเฉียนหวังของเราก่อน ยามเจ้าตกที่นั่งลำบากในสกุลฉี ข้ากลับไม่ได้ช่วยเหลือยามยาก”
