นางมองหรงเจา พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “ท่านปู่ทวด เรื่องจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัย ต่อไปไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว”
“ต่อไปท่านกับครอบครัวอย่ามาติดต่อกับข้าอีก ข้าจะไม่จงใจแก้แค้นพวกท่าน แต่ก็จะไม่ช่วยเหลือพวกท่านเช่นกัน”
“วันหน้าใครทางใครก็ทางคนนั้น ขออย่ามารบกวนข้าอีก”
หรงเจาฟังจนงุนงง “ไม่ใช่ จือจือ เจ้า เจ้า...”
มีคนนอกอยู่ด้วยแท้ ๆ เหตุใดนางยังพูดกับผู้อาวุโสอย่างเขาด้วยท่าทีเช่นนี้ นางไม่ห่วงชื่อเสียงของตนแล้วหรือ
“จือจือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังพูดอะไรอยู่”
หรงจือจือเอ่ยอย่างห่างเหิน “แน่นอนว่าข้ารู้! คราวนั้นที่ท่านปู่ทวดมาถึงเมืองหลวง ก็เพื่อให้บิดาข้าบีบคอข้าให้ตาย หรือไม่ก็ส่งข้าไปเป็นแม่ชี เพื่อรักษาชื่อเสียงของหลานสาวท่านมิใช่หรือ”
หวังจิ้นยุ่ยเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “อะไรนะ? ท่านจะบีบให้เซี่ยนจู่ตายหรือ ไม่ใช่สิ! ทำเรื่องเช่นนี้แล้วยังกล้ามาถึงบ้าน วางท่าเป็นผู้อาวุโสของเซี่ยนจู่ได้อย่างไร ยังมียางอายอยู่หรือไม่”
คราวก่อนสกุลฉีไร้ยางอายถึงเพียงนั้น แม้หวังจิ้นยุ่ยจะแปลกใจกับการหย่าขาดของหรงจือจือ แต่ในใจก็ชื่นชมนางอย่างยิ่ง
เวลานั้นฝ่าบาทมีรับสั่งให้อวี้มั่นฮว่าเป็นอนุภรรยาแล้วแท้ ๆ แต่หรงจือจือยังกล้าสละชื่อเสียง ไม่เอาตำแหน่งฮูหยินซื่อจื่อ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตน เรื่องเช่นนี้ใช่ว่าทุกคนจะทำได้
ต่อมาเมื่อได้ยินว่าท่านราชครูหรงไปรับนางกลับบ้านด้วยตนเอง หวังจิ้นยุ่ยยังนึกว่าคนสกุลหรงล้วนมีเหตุมีผล ไม่คิดว่าจะมีเรื่องเบื้องหลังเช่นนี้ด้วย
มิน่าเล่าหรงเจาถึงได้มาหาเรื่องถึงบ้านในวันนี้
หรงเจาได้ยินดังนั้นก็หลบตาวูบหนึ่ง “ไม่...ไม่มีเรื่องเช่นนั้น! จือจือ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงให้บิดาของเจ้าให้คำชี้แจงแก่ข้า ไม่ได้บอกว่าจะให้เจ้าตาย...”
หรงจือจือกล่าวว่า “พูดหรือไม่พูด ท่านปู่ทวดก็รู้แก่ใจ ข้ารู้ว่าตนเองทำให้หรงอี้เดือดร้อนจริง จึงไม่มีหน้าจะตำหนิพวกท่าน”
“ข้าถึงกับคิดว่า ต่อให้ต้องเสียหน้าไปขอร้องสมุหใหญ่ วันหน้าก็จะหาคู่ครองที่ดีกว่าเดิมให้หรงอี้ เพื่อชดเชยนาง”
