เสิ่นเยี่ยนซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เปิ่นเซี่ยงเห็นว่า สมองเจ้าคงมีปัญหาไปแล้วกระมัง”
ฉีจื่อฟู่กลับเข้าใจผิด รีบกล่าวว่า “ท่านสมุหใหญ่ ข้าน้อยรู้ว่าตนเองเลอะเลือน ไม่ควรนำเรื่องของสตรีผู้หนึ่งมาพูดกับท่านถึงเพียงนี้”
“แต่ไม่ว่าอย่างไร หรงจือจือก็เคยเป็นภรรยาของข้าน้อยมาก่อน ข้าน้อยเป็นห่วงนางเหลือเกิน กลัวว่านางจะรับการกระทบกระเทือนและบาดแผลนี้ไม่ไหว จึง...”
เสิ่นเยี่ยนซูหัวเราะเย็นชาคราหนึ่ง “แต่เท่าที่เปิ่นเซี่ยงรู้มา จนถึงบัดนี้ คนที่ทำร้ายนางมากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นเจ้า”
ฉีจื่อฟู่ชะงักไป พูดต่อไม่ออก “ข้าน้อย...ข้าน้อย...”
เขาอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดก็ยืดแผ่นหลังตรง “แต่ข้าน้อยชอบจือจือด้วยใจจริง ส่วนท่านสมุหใหญ่ที่มีต่อนางก็เป็นเพียงความสนใจชั่ววูบ ท่านไยต้อง...”
เสิ่นเยี่ยนซูตัดบท “ใครบอกเจ้าว่าเปิ่นเซี่ยงสนใจนางเพียงชั่ววูบ?”
ฉีจื่อฟู่นิ่งงันไปชั่วขณะ มองเสิ่นเยี่ยนซูอย่างไม่อยากเชื่อ “หรือความหมายของท่านสมุหใหญ่คือ...ท่านชอบนางมาตั้งแต่ก่อนแล้วหรือ?”
เสิ่นเยี่ยนซูมองเขาอย่างดูแคลนอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “คนอย่างเจ้ายังทำให้นางเสียเวลาไปถึงสี่ปี ทำให้เปิ่นเซี่ยงต้องรอคอยเนิ่นนาน และทำให้เปิ่นเซี่ยงรู้สึกว่านางช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”
ช่างไม่คุ้มค่าเสียจริง! ไม่เพียงเพราะฉีจื่อฟู่เคยทำให้นางผิดหวังมาก่อน บัดนี้คำพูดของเขายังเหมือนจะดูแคลนนางอยู่ทุกถ้อยคำ ราวกับคิดว่านางไม่คู่ควรเป็นภรรยาของตน
สีหน้าฉีจื่อฟู่ซีดขาวราวกระดาษในทันใด “ท่านสมุหใหญ่หมายความว่า สี่ปี...เมื่อสี่ปีก่อน ท่านก็ชอบนางแล้วหรือ?”
ความหมายของคำพูดนี้คือ ท่านรอจือจือมาสี่ปีอย่างนั้นหรือ?
