ฉีอวี่เยียนโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ “ไพร่ชั้นต่ำ! พวกเจ้าไพร่ชั้นต่ำที่สมควรตาย รู้หรือไม่ว่าพี่ชายข้าเป็นผู้ใด?”
“พี่ชายข้าเป็นขุนนางขั้นหก พวกเจ้าทุบตีขุนนางราชสำนัก ไม่กลัวตายกันหรือ!”
ชาวบ้านเหล่านั้นฟังแล้ว มิได้เผยความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับเอ่ยเยาะเย้ยว่า “โอ๊ย พวกเรากลัวเหลือเกิน รีบให้พี่ชายเจ้าจับพวกเราไปให้หมดสิ!”
“แต่ว่าพวกเรามีคนมากมายถึงเพียงนี้ เกรงว่าคุกในเมืองหลวงคงขังไม่หมดกระมัง?”
กฎหมายไม่เอาผิดคนหมู่มาก เป็นสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่โบราณ
ชาวบ้านพูดไปพลาง ขว้างของใส่พวกเขาอย่างคึกคักยิ่งกว่าเดิม
ฉีอวี่เยียนตวาด “ไพร่ต่ำช้า พวกเจ้า...”
ฉีจื่อฟู่ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงยื่นมือไปปิดปากนาง “พอแล้ว! เจ้า...แค่ก ๆ อย่าพูดอีกเลย!”
หากพูดต่อไป ก็มีแต่จะยิ่งทำให้ชาวบ้านเหล่านี้เดือดดาลขึ้นเท่านั้น
ยามนี้สายตาที่เขามองไปยังจวนสมุหใหญ่ราวกับเคลือบยาพิษ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการของเสิ่นเยี่ยนซู อีกฝ่ายก็แค่อยากให้เขาขายหน้าเท่านั้น
มิฉะนั้นจะบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ชาวบ้านมากมายเดินผ่านมาโดยบังเอิญก็ว่าไปอย่าง แต่ในมือกลับมีของสกปรกเหล่านี้ไว้ขว้างใส่คนพอดีอีกด้วย?
เขาเข้าใจแล้ว ที่แท้เสิ่นเยี่ยนซูก็มิได้จริงใจโปร่งใสดุจลมสายและแสงจันทร์หลังฝนอย่างที่เห็นภายนอก
อีกฝ่ายเพียงอยากทำให้เขาอับอาย อยากให้จือจือรู้ว่าตนเป็นเพียงมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าเสนาบดีอาวุโส และทำให้จือจือผิดหวังในตัวเขายิ่งกว่าเดิม!
สองพี่น้องแทบถูกไข่เน่าและใบผักเน่าฝังกลบทั้งเป็น
คนขับรถม้าและองครักษ์ของสกุลฉีที่ตามออกมาด้วย เมื่อได้สติแล้วก็รีบเข้าไปช่วยเจ้านายบังสิ่งสกปรกเหล่านี้
