สมุหใหญ่เพียงถูกฉายาเลื่องลือว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งและภรรยาผู้ประเสริฐอันดับหนึ่งของหรงจือจือบดบังสายตาไปชั่วครู่เท่านั้น ไม่ช้าก็เร็วเขาย่อมได้สติกลับคืนมา
หลินหลางเอ่ยว่า “แต่คุณหนู หากเรื่องที่พวกเราทำถูกท่านปู่ใหญ่รู้เข้า...”
หรงอี้กล่าวว่า “หากพวกเราไม่สำเร็จ แล้วท่านปู่รู้เข้า ท่านอาจจะโกรธก็จริง แต่หากพวกเราสำเร็จ ท่านปู่รู้เข้าก็รู้ไปเถิด ท่านมีแต่จะชมว่าข้าทำได้ดี”
ความไร้ยางอายไม่เคยเป็นความผิด สิ่งที่เป็นความผิดคือการเป็นคนไร้ความสามารถที่ทำอะไรไม่สำเร็จต่างหาก
หากยอมเสียหน้าไปบ้างแล้วได้เป็นสตรีข้างหมอนของสมุหใหญ่ สำหรับครอบครัวของนางแล้ว นับเป็นการค้าที่คุ้มค่ายิ่งนัก
หลินหลางรู้สึกว่าเสี่ยงเกินไปอยู่บ้าง ทว่าตนเป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่ง จะพูดอะไรได้เล่า
จึงได้แต่ตอบรับด้วยความหวาดหวั่นว่า “บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ ช่วงสองสามวันนี้บ่าวจะออกไปสืบข่าวเจ้าค่ะ”
หรงอี้มองธนบัตรในมือ “นางเฉินส่งคืนมาก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสียก็ผ่านด่านฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซิ่นมาแล้ว ข้ายังซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ตัวเองเพิ่มได้อีกหลายชุด...”
เช่นนี้ ยามเข้าใกล้สมุหใหญ่จะได้ทำให้อีกฝ่ายหวั่นไหว
นางเฉินคงคิดว่าตนเองฉลาดมากกระมัง ที่จริงก็เป็นเพียงคนโง่เขลาคนหนึ่งเท่านั้น
หลินหลางกล่าวว่า “ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปดี ๆ ในเมืองหลวง บ่าวพอรู้จักอยู่หลายร้าน เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูอย่าสวมใส่สีสันฉูดฉาดเกินไปจะดีกว่าเจ้าค่ะ มิฉะนั้นจะถูกคนเอาไปนินทา”
