หวังซื่อมิได้รับความห่วงใยดังใจปรารถนา ในใจก็พลันรู้สึกผิดหวัง
แต่ก็ยังฝืนกลั้นความอัดอั้นไว้ แล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่... เหตุใดจู่ ๆ จึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า?”
ท่านราชครูหรงกล่าวว่า “คืนวันส่งท้ายปีเก่าเห็นพวกเจ้าทะเลาะกัน ข้าก็รู้สึกว่าเรื่องนี้คงไม่ธรรมดา สองวันนี้เชื่อเจ๋อโศกเศร้าเสียใจเพราะการตายของเจียวเจียว เอาแต่ดื่มสุราทุกวัน”
“ข้าจึงคิดว่า หากคนที่ช่วยชีวิตเชื่อเจ๋อคือจือจือ มิสู้บอกความจริงแก่เชื่อเจ๋อเสีย จะได้ไม่ต้องทุกข์ใจอยู่ทุกวัน”
หวังซื่อฟังแล้วกลับลังเลอยู่พักใหญ่
สุดท้ายจึงเม้มปากกล่าวว่า “ท่านพี่ ปล่อยให้เชื่อเจ๋อเสียใจไปอีกสักสองสามวันเถิด ผ่านไปสักพักเขาคงทำใจได้”
“บัดนี้ท่านเคียดแค้นเจียวเจียว ข้าเองก็ผิดหวังในตัวนางอย่างยิ่ง จือจือก็เกลียดนาง ต่อไปพวกเราคงไม่มีใครระลึกถึงนางด้วยใจจริงอีกแล้ว”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดต้องทำลายความทรงจำอันดีงามครั้งสุดท้ายที่นางมีอยู่ในใจเชื่อเจ๋อด้วยเล่า?”
“บัดนี้แม้แต่กระดูกของนางก็ไม่เหลือแล้ว อย่างน้อยก็ปล่อยให้นางมีความผูกพันฉันพี่น้องอย่างสมบูรณ์เถิด วันเช็งเม้งปีหน้า จะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยวหนาวเหน็บอยู่ใต้พิภพเกินไป”
แท้จริงแล้ววันนั้นนางตั้งใจจะบอกความจริงแก่เชื่อเจ๋ออยู่แล้ว แต่พอรู้ว่าสามีกลับเผาเจียวเจียวจนเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือแม้แต่ร่างให้ระลึกถึง...
นางจึงลังเล
หรือไม่พูดเสียยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เต็มใจจดจำเจียวเจียวด้วยดี นับว่าได้เติมเต็มความผูกพันแม่ลูกครั้งสุดท้าย และบรรเทาความรู้สึกผิดที่นางลงมือแทงเจียวเจียวด้วยตนเองตั้งหลายครั้ง
