วันนี้หรงจือจือเพิ่งรู้ว่า ที่แท้เสิ่นเยี่ยนซูเป็นคนเจ้าเล่ห์ลึกล้ำยิ่งนัก ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้จักหรงเจียวเจียว อาจเป็นความจริงก็ได้ แต่ยามนี้ที่จงใจบิดเบือนความหมายของหรงเจียวเจียว ย่อมเป็นเจตนาของเขาแน่นอน
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังหรงจือจือ ผู้ที่พวกเขาเยาะเย้ยมาครึ่งค่อนวัน
นี่...
เหตุใดสมุหใหญ่จึงไม่ไว้หน้าหรงเจียวเจียวแม้แต่น้อยก็แล้วไปเถิด แต่ยังถามความเห็นของหรงจือจืออีก? หากไม่รู้เรื่องมาก่อน คงนึกว่าคนที่กำลังจะดูตัวและหมั้นหมายด้วยแท้จริงคือหรงจือจือเสียอีก!
หรงจือจือทำประหนึ่งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน เอ่ยเรียบ ๆ ว่า “เรื่องนี้ให้สมุหใหญ่ตัดสินก็พอเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยี่ยนซูพยักหน้า แล้วตวัดสายตาไปทางหรงเจียวเจียว “เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากโดนตีไปด้วย?”
จากแววตาของเขา หรงเจียวเจียวมองออกว่าเขาพูดจริง มิได้หยอกล้อนาง ใบหน้าของนางซีดเผือดลงแล้วลงอีก
นางรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ข้า...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”
หลี่เซียงเหยามองญาติผู้พี่คนที่สามของตนอย่างไม่อยากเชื่อ หากมิใช่เพราะนางช่วยพูดแทน อีกฝ่ายก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทว่าหรงเจียวเจียวเห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะสนใจนางแล้ว
เสิ่นเยี่ยนซูกวาดตามองคนอื่น ๆ ในงาน น้ำเสียงเย็นชา “เช่นนั้นยังมีผู้ใดคิดเช่นนี้อีก?”
ความหมายแฝงของคำพูดนี้ก็คือ ผู้ใดเอ่ยปากขอร้อง ผู้นั้นต้องแบ่งรับโทษตบปากยี่สิบห้าครั้งด้วย
หลายคนถึงกับอดไม่ได้ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เป็นการแสดงให้เห็นว่าจะไม่เข้ามายุ่งเด็ดขาด
บางคนที่ถอยช้า ยังตวัดตามองคนข้างกายอย่างขุ่นเคือง ราวกับกำลังต่อว่า เจ้ามัวแต่ถอย เหตุใดไม่เรียกข้าด้วย ข้าเกือบถูกทิ้งไว้ให้ออกหน้าแทนแล้ว!
