คนในห้องถูกไล่ออกไปจนเกือบหมดแล้ว
พระชายาอ๋องเฉียนจึงเอ่ยขึ้นอย่างลังเลว่า “จือจือ ข้าเห็นเจ้าเป็นเด็กในเรือนของตนจริง ๆ ถึงได้ถามตรง ๆ มิได้มีเจตนาจะดูหมิ่นเจ้าแม้แต่น้อย ขอเจ้าอย่าได้โกรธเคืองเป็นอันขาด”
คำพูดนี้ทำให้หรงจือจือยิ่งฉงนใจ ตกลงเป็นเรื่องอะไรกัน ถึงได้ร้ายแรงถึงเพียงนี้?
แม้ในใจจะประหลาดใจ ทว่าสีหน้ายังคงอ่อนน้อม “พระชายาโปรดถามมาเถิดเพคะ พระชายาปฏิบัติต่อข้าอย่างไร ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจ ย่อมไม่เข้าใจพระชายาผิดเป็นแน่”
เรื่องฉีอวี่เยียนในวันนี้ พระชายาทรงยืนอยู่ข้างนางเช่นนี้ หากหรงจือจือยังกังวลว่าอีกฝ่ายจะคิดร้ายต่อนาง ก็เท่ากับไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วแล้ว
พระชายาอ๋องเฉียนจึงวางใจ เอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าจะถามแล้วนะ! ก่อนหน้านี้ตอนเจ้าแต่งเข้าไป จื่อฟู่ก็มีสุขภาพไม่ดี ผ่านไปไม่กี่วันเขาก็ไปแคว้นเจา พอกลับมาก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก เพราะฉะนั้นพวกเจ้า พวกเจ้า……”
เห็นพระชายาอ๋องเฉียนอ้อมค้อมอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังพูดจาตะกุกตะกักไม่ยอมเอ่ยถึงประเด็นสำคัญ
หรงจือจือจึงกล่าวว่า “พระชายา โปรดตรัสมาตรง ๆ เถิดเพคะ!”
พระชายาอ๋องเฉียนหน้าแดงขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเจ้าเข้าหอกันแล้วหรือยัง?”
หรงจือจือถึงกับพูดไม่ออก นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าพระชายาจะถามเรื่องนี้กับนาง คำถามเช่นนี้ หากจะมีคนถามก็คงเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด หรือไม่ก็คุณยายถามสักสองคำ ส่วนคนนอกถามขึ้นมา มักถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นตน
ไม่แปลกใจเลยที่พระชายาอ๋องเฉียนกลัวนางจะเข้าใจผิด จึงได้พูดจาตะกุกตะกักอยู่นาน
เห็นหรงจือจือเงียบไป พระชายาอ๋องเฉียนก็รีบกล่าวว่า “โอ๊ย ข้านี่เลอะเลือนจริง ๆ เลอะเลือนจริง ๆ! หากเจ้าไม่สะดวกจะพูดก็ช่างเถิด อย่าได้โกรธข้าเลย!”
หรงจือจือยิ้มอย่างขบขัน “พระชายา ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอกเพคะ ข้าแค่ตั้งตัวไม่ทันเท่านั้น ข้ายังมิได้เข้าหอกับสามีเลยเพคะ”
หากเคยเข้าหอกับคนอย่างฉีจื่อฟู่มาก่อน หรงจือจือคงรู้สึกกระดากปากจนเอ่ยไม่ออก
